คู่มือการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์(4): ตัวอย่าง hard science fiction : จีเนียสโปรตีน : หนูไม่ใช่หนู

เรื่อง: จีเนียสโปรตีน : หนูไม่ใช่หนู
โดย: คุณวรากิจ เพชรน้ำเอก
(hard science fiction)

ดร.เจอร์รัลด์เปิดประตูกรงแล้วค่อยๆวางเจ้า “บิ๊กเกอร์” ลงในตะกร้าที่รองด้วยเศษผ้านุ่มๆอย่างทะนุถนอม ในทันทีที่มันพ้นจากอุ้งมือของเขา มันก็กระโดดออกจากตะกร้าทันที แล้วรี่เข้าไปหาเจ้า “แฟ็ลช” ที่ถูกขังอยู่ในกรงติดกัน มันใช้จมูกดมๆที่หน้าของเพื่อนเหมือนอย่างเคยแล้วแอบเหลือบมองดร.เจอรัลด์จนกระทั่งเขาเดินออกจากห้องไป

“เป็นไงเพื่อน วันนี้นายหายไปทั้งวันเลยนะ?” แฟ็ลชเอ่ยถามอย่างอยากรู้ว่าเพื่อนของมันไปทำอะไรมาบ้าง แล้วมันก็ก้มหน้าก้มตากินเมล็ดถั่วลิสงในถาดต่ออย่างเอร็ดอร่อย

“สุดยอดเลยเพื่อน ฉันได้ยินดร.เจอร์รัลด์พูดกับเพื่อนของเค้าว่า สมองของฉันมีรอยหยักเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ตั้งแต่เค้าเลี้ยงฉันด้วยอาหารอะไรบางอย่างที่เขาเรียกว่า เอ้อ!…..เอ้อ!…..จีเนียสโปรตีน”

บิ๊กเกอร์เล่าประสบการณ์ในวันนี้ให้เจ้าแฟ็ลชฟังอย่างตื่นเต้น “เห็นพวกเค้าบอกว่ารอยหยักจะทำให้ฉันฉลาดขึ้น”

“อะไรนะ นายว่านายได้ยินงั้นเหรอ อย่าบอกนะว่า นายสามารถฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง”
อ่านเพิ่มเติม “คู่มือการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์(4): ตัวอย่าง hard science fiction : จีเนียสโปรตีน : หนูไม่ใช่หนู”

เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “พลังงานอนาคต”: โคลด์ ฟิวชั่น

เรื่องสั้นส่งประกวด หัวข้อ “พลังงานอนาคต” ขออนุญาตนำมาลงในเว็บนะครับ


ผมอยู่ในประเทศเล็ก ๆ ในเอเชียใต้ กำลังพยายามจะสัมภาษณ์ผู้ชายที่หาตัวยากที่สุดในโลกคนหนึ่ง

………………………..

“ปิดมันเสียเถอะ คุยกันไปเรื่อย ๆ ดีกว่า ผมเชื่อว่าคุณเรียบเรียงมันได้แน่”

ชายชรารูปร่างผอมเกร็งที่นั่งอยู่ตรงหน้าบอกให้ผมปิดเครื่องบันทึกเสียงที่เตรียมมา เขาไม่ใช่คนแรกที่บอกให้ผมทำแบบนี้ ปกติแล้วคนพวกนี้ถ้าไม่เชื่อมั่นในตัวเองจนสุดกู่ก็เป็นพวกที่ไม่อยากผูกมัดตัวเองด้วยคำพูดที่อาจผิดขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าเขาเป็นอย่างแรก

ผมปิดมันตามที่เขาบอกก่อนจะเก็บลงไปในเป้ที่ใช้งานมาอย่างคุ้มค่า การขาดเครื่องบันทึกเสียงทำให้ต้องมีสมาธิมากขึ้น

“เดินทางลำบากหน่อยนะ” เขาพูดขึ้นมาลอย ๆ ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบ ชาร้อนส่งไอกรุ่นทำให้อบอุ่นขึ้นในบรรยากาศฉ่ำชื้นของฝนที่ตกมาตลอดวัน

ชายชราที่นั่งอยู่ตรงหน้าไม่มีเค้าของผู้เคยทรงอิทธิพลในวงการพลังงานเหลืออยู่แม้แต่น้อย เขานั่งหลังตรงหน้าเตาถ่านไม้ในกระท่อมโกโรโกโสประดับด้วยลวดลายเกินพอดีหลังนี้  สองมือกุมถ้วยชาแน่นเหมือนจะพยายามดูดซับเอาพลังความร้อนที่ถ่ายเทออกมาเข้าสู่ร่างกาย มันแย้งกับความจริงที่ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยร่วมประดิษฐ์นวัตกรรมพลิกโลกชิ้นหนึ่งมาแล้ว และนั่นยังไม่รวมชุดประจำชาติของคนแปลกถิ่นที่เขาสวมอยู่อย่างไม่ขัดเขินอีกด้วย

………………………..

ผมล้วงเข้าไปในเป้ หยิบของชิ้นหนึ่งขึ้นมา เหมือนกับแววตาของเขาจะส่งประกายวูบขึ้น แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นจริงเขาก็กลบเกลื่อนได้เร็วมาก มันเป็นกล่องแบนสีดำด้าน ขนาดพอ ๆ กับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก  มีตราสัญลักษณ์บริษัทที่เขาเคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งประทับติดอยู่ที่ผิวด้านบน

“ผมอยากคุยกับคุณเรื่องนี้” ถ้าเขาไม่ไล่ผมกลับ เขาก็จะพูดถึงมัน

“รุ่นที่สามใช่ไหม” เขาพูดสั้น ๆ จ้องมองที่วัตถุชิ้นนั้นไม่วางตา ผมตัดสินใจกดดันเขาอีกนิด
อ่านเพิ่มเติม “เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “พลังงานอนาคต”: โคลด์ ฟิวชั่น”

เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “พลังงานอนาคต”: แหวนพลังงาน

สี่สิบปีที่แล้วเราเหลือทางเลือกด้านพลังงานไม่มากนัก พลังงานฟอสซิลได้ถูกเผาผลาญไปจนสิ้น มีการหารือในภาคีพลังงานเพื่อหาแหล่งพลังงานใหม่ ในขณะที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากปรากฏการเรือนกระจก ก่อเกิดปัญหาพื้นผิวดินลดน้อยลงส่งผลต่อพื้นที่เพาะปลูก พื้นที่ป่า และ พื้นที่อยู่อาศัย การสร้างฟาร์มพลังงานเช่นฟาร์มเซลแสงอาทิตย์และฟาร์มกังหันลม ต่างต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ซึ่งเบียดเบียน พื้นเกษตร ที่อยู่อาศัย และผืนป่าเหล่านั้น จนเกิดการประท้วงการสร้างฟาร์มพลังงานและเริ่มเรียกร้องให้ทบทวนพลังงานจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นในหลายภูมิภาค ยังมีการถกเถียงในการใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่นพลังงานคลื่นจากมหาสมุทร พลังงานความร้อนใต้พิภพ แต่ที่สุดแล้วก็ตกลงกันที่พลังงานจาก….วงแหวนพลังงานโคจร

*-*-*-*

หลังจากจรวดหลายพันเที่ยวได้ขนส่งและติดตั้งดาวเทียมแม่เหล็กโบรอนในวงโคจรโลกต่ำ ดาวเทียมโบรอนดวงสุดท้ายของแนววงแหวนพลังงานโคจรก็เข้าสู่ตำแหน่งที่กำหนดอย่างแม่นยำ วงแหวนดาวเทียมแม่เหล็กเหล่านั้นจะโคจรรอบโลกผ่านแกนขดลวดขนาดยักษ์สิบเอ็ดแกนด้วยความเร็วสูงถึงหนึ่งชั่วโมงสี่สิบห้านาทีต่อหนึ่งรอบโลก ซึ่งจะสร้างกระแสไฟฟ้าไหลผ่านแกนขดลวดแจกจ่ายไปตามประเทศต่างๆ ทั้งเจ็ดภูมิภาค

จากนั้นมายามใดที่เราแหงนขึ้นมองท้องฟ้าก็จะเห็นวงแหวนสีเงินสะท้อนแสงอาทิตย์จางๆอยู่หลังม่านเมฆ แม้จะมีบางคนไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว แต่หลายคนก็พึงพอใจที่ได้มองเห็นมัน

*-*-*-*

เสียงเคาะผ่านประตูไม้หนาหนักดังขึ้นทำลายความอึดอัดที่ อัสมาร สัจเดว เลขาธิการสหประชาชาติกับ ดอกเตอร์ แวน็อก แกรนด์ รองเลขาธิการฯฝ่ายความมั่นคงกำลังเผชิญอยู่

“เข้ามาได้” อัสมาร กล่าว หนุ่มผมบลอนท่าทางสุภาพแง้มประตูเข้ามาในห้อง

“ประทานโทษครับ ทางสถานทูตรัสเซียขอให้ท่านรีบตัดสินใจกลุ่มสหภาพโซเวียตกำลังจะเข้าฤดูหนาวอันยาวนาน ทางเกาหลีเหนือก็พึ่งประกาศขู่จะใช้หัวรบนิวเคลียร์หากท่านไม่รีบตัดสินใจ” ผู้ช่วยหนุ่มของอัสมาร พยายามรายงานสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้อย่างราบเรียบ

“อืม…อืม.. ตอนนี้เหลือเวลาอีกเท่าไหร่” อัสมารถามหนุ่มผมบลอน

“ประมาณยี่สิบนาทีครับ ตอนนี้เหลือสิบเก้านาทีแล้วครับ”
อ่านเพิ่มเติม “เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “พลังงานอนาคต”: แหวนพลังงาน”

คู่มือการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์(3): ตัวอย่าง hard science fiction : เครื่องสลายสสารหมายเลข 3

เรื่อง: เครื่องสลายสสารหมายเลข 3
โดย: ประยูร สงวนไทร
ประเภท: hard science fiction

วันนี้เป็นวันเปิดตัวสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่ของยอดนักประดิษฐ์หญิงชื่อดังของเมืองไทย “ศาสตราจารย์ ด๊อคเตอร์ สิริสรรภางค์ แพรวพราวพิลาศพิไล” ผู้ซึ่งมีผลงานที่น่าทึ่ง น่าอึ้ง มากมายหลายชิ้น
อ่านเพิ่มเติม “คู่มือการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์(3): ตัวอย่าง hard science fiction : เครื่องสลายสสารหมายเลข 3”

one man war

ผมพยายามกดร่างแนบตัวกับผิวดินให้มากที่สุดแม้นอุณหภูมิจะต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง หิมะและผิวดินก็เย็นจนปวดกระดูก
ก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นลอยตกลงมาข้างศรีษะของผมห่างออกไปประมาณสองสามคืบ
มันรู้ตำแหน่งของผมแล้ว! โดยสัญชาตญาณผมขยับต้วออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว
เสียงวัตถุแหวกอากาศมาเบื้องหลัง พุ่งเฉียดผ่านใบหน้าของผมไป ทิ้งรอยเลือดจางๆเป็นทางยาว
นี่มันทำลูกธนูเสร็จแล้วหรือนี่
หลังจากทำการรบมานานกว่าสองเดือน อาวุธ และเสบียงที่เตรียมการมาก็ถูกใช้ไปจนหมดสิ้น ทั้งปืนโฟตอน ทั้งกับดักเคมี ฯลฯ
ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างต้องใช้สิ่งของที่หามาได้ในป่าแห่งนี้เพื่อสร้างอาวุธเพื่อเข่นฆ่ากันเอง
แล้วสงครามบ้าๆนี้จะได้จบลงเสียที
อ่านเพิ่มเติม “one man war”

Desire

     ชีวิตทุกชีวิตเต็มไปด้วยความต้องการ

     เงาสีดำพาดผ่านใบหน้าและลำตัวของหญิงสาว ท่อนแข็งสอดแทรกเข้ามาในร่างกายเบื้องล่างของเธอ เป็นความรู้สึกที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ เจ็บปวดแต่ก็ไม่ต้องการปฏิเสธ เหมือนเธอรู้อยู่ว่าหลังจากความเจ็บปวดได้เลยผ่านไป ความสุขจะเยื้องกรายเข้ามา แสงสีเหลืองสว่างจากเบื้องบนท่ามกลางพื้นหลังสีดำขุ่นมัวค่อยๆถูกบดบัง เหมือนราหูที่ค่อยๆกลืนกินพระจันทร์จนแสงบนฟากฟ้าสูญไป ใบหน้าของชายหนุ่มปรากฎตรงหน้าเธอ เหงื่อหยดย้อยจากโหนกแก้มลงสู่ใบหน้าของหญิงสาว 
     ร่างกายของเธอสั่นตามจังหวะที่ชายหนุ่มขยับกายเข้าออก ความเจ็บเพิ่มทวีทุกๆครั้งที่เธอถูกสอดใส่ ความเจ็บปวดยังเกิดขึ้นที่แผ่นหลัง พื้นสากกระด้างขูดเนื้อหนังไหล่และบั้นท้่ายอย่างต่อเนื่อง โลหิตสีแดงไหลนอง

     ความสุขเป็นฉากลวงของความต้องการ
อ่านเพิ่มเติม “Desire”

The Invisible Hand

All money is a matter of belief. -Adam Smith

“คุณเฉิน เอกสารวิชาการที่ผมส่งไปได้รับหรือยังครับ” เสียงของชายหนุ่มพูดภาษาอังกฤษสำเนียงไทยดังผ่านสายโทรศัพท์
“ได้รับแล้วครับ คุณสิทธิกร มันช่างน่าทึ่งมาก คุณทำได้ยังไง” เสียงของชายแซ่เฉินตอบกลับไปด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงจีน
“ทำยังไงไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือความร่วมมือของคุณ”
“คุณสิทธิกร คุณก็รู้ ว่าผมจะร่วมมือ”
“ขอบคุณนะครับ เราจะร่วมกันเปลี่ยนโลก”
ในมือของชายแซ่เฉินมีแฟ้มกระดาษถูกส่งมาจากประเทศไทย จ่าหน้าถึงธนาคารเคลลิ่งแอนด์เรลล์ สาขาสิงคโปร์

………………………………………………… อ่านเพิ่มเติม “The Invisible Hand”

Time

     เข็มยาวของนาฬิกาติดผนังเคลื่อนมาหยุดที่เลขสิบสอง สี่โมงเย็นเป็นเวลาเลิกงาน พลภัทรจัดเอกสารเก็บเข้าแฟ้ม 
     ‘เย็นนี้จะซื้ออะไรกลับไปกินดีนะ เคทกับคริสติน่าจะกลับถึงบ้านหรือยัง’ เขาคิด แคทเธอรีนหรือเคทคือคู่ชีวิตที่อยู่กินกับเขามานับสิบปี เธอเกิดที่ไทเป ประเทศไต้หวัน ทั้งสองพบกันตอนที่พลไปเรียนต่อปริญญาโท ส่วนคริสติน่าเป็นลูกสาวของคู่สามีภรรยาทั้งสอง เด็กสาวผิวขาวหน้าตาน่ารักวัยซุกซน เดือนหน้าเธอจะมีอายุครบเจ็ดขวบ ของขวัญวันเกิดของเธอครั้งนี้ เขาได้สั่งทำเป็นพิเศษและจะเสร็จในวันเสาร์ที่จะถึง เขาแทบจะอดใจรอวันที่คริสตินแสดงสีหน้าประหลาดใจหลังจากได้ของขวัญวันเกิดแทบไม่ไหว      
     หลังจากการทำงานหนักมาทั้งวัน ตอนนี้สิ่งที่เขาปรารถนาที่สุดคือการได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับเคทและคริสติน เขาจะตรงเข้าไปกอดคริสตินและหอมแก้มเธอฟอดใหญ่ เวลาที่สุดแสนพิเศษคือหลังเวลาอาหารเย็น ทั้งครอบครัวจะอยู่อย่างพร้อมหน้าแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่ได้พบเจอ พลชอบฟังลูกสาวตัวน้อยเล่าเรื่องต่างๆที่ได้เรียนรู้ที่โรงเรียน เป็นเรื่องที่ทำให้เขาประหลาดใจเสมอ แต่ดูเหมือนว่าเข็มของนาฬิกาช่างหมุนไปเร็ว ถึงเวลาที่เขาต้องส่งคริสตินเข้านอนและสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการเล่านิทาน   คริสตินจะร้องหาพ่อของเธอทุกคืน เวลาเที่ยงคืนกว่าๆ เขาจะเอนกายลงเคียงข้างเคทที่มักจะอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาและเคทจะร่วมรักกันก่อนที่จะรู้ตัวอีกทีในอีกหกหรือเจ็ดชั่วโมงข้างหน้า เขาต้องตื่นขึ้นมาเพื่อรับมือกับภาระหน้าที่อันหนักหน่วง การคิดถึงงานวันรุ่งขึ้นและการต่อสู้กับความง่วงเหงายามเช้า ความทุกข์ ความเบื่อยหน่าย และความเกียจคร้าน  เขาอยากหยุดวันเวลาไว้แค่ตอนที่เขา ลูก และเคท อยู่ร่วมกันไปตลอดกาล  อ่านเพิ่มเติม “Time”

ทางเลือก

กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟลอยวนในบรรยากาศ เสียงเพลงแจ๊สเปิดคลออยู่เบาๆ ผมคงรู้สึกผ่อนคลายมากกว่านี้นัก หากมิได้กำลังนั่งรอคอยคนที่จะตัดสินชี้ชะตาอนาคตอยู่ ผมมาถึงที่นัดก่อนเวลา15นาที ไออุ่นสีขาวลอยคละคลุ้งขึ้นจากแก้วกาแฟตรงหน้า ผมเพียงแต่นั่งมองฟองนมตกแต่งลายสวย ไม่มีใจจะยกขึ้นดื่มด่ำกับรสขมปร่า แต่น่าลิ้มลองนั้น หัวใจเต้นเป็นจังหวะตามเข็มวินาที พยายามซ่อนความรู้สึกกระวนกระวายอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ

ผมมักจะติดนิสัยเช็คอีเมลตอนเช้าหลังตื่นนอนพร้อมแก้วกาแฟในมือเสมอ ไม่เว้นวันหยุดเสาร์อาทิตย์  วันนั้นเป็นเช้าวันเสาร์ที่แสนจะธรรมดาอีกวันหนึ่ง ผมค่อยๆไล่อ่านอีเมลที่ถูกส่งมาให้ทีละฉบับอย่างไม่รีบร้อน จนกระทั่งมาถึงอีเมลฉบับนั้น ซึ่งถูกส่งมาจากคนที่ผมไม่รู้จัก เนื้อความในจดหมายแจ้งว่าอยากคุยกับผมเรื่องสิ่งประดิษฐ์ที่ผมกำลังคิดค้นทดลองอยู่ โดยเขายินดีจะสนับสนุนโครงการนี้และออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ผมเหลือบมองเวลาที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เวลานัดคืออีกหนึ่งชั่วโมง ที่ร้านกาแฟซึ่งอยู่ห่างจากบ้านผมไปไกลพอสมควร ผมเทกาแฟที่เหลือในแก้วทิ้งและรีบไปเตรียมตัว  ตัดสินได้ทันทีโดยไม่ต้องคิด ไม่ว่าคนคนนั้นจะคือใครก็ตาม เขาอาจจะเป็นเพื่อนของเพื่อนหรือคนที่ติดตามผลงานของผมผ่านบล็อกในอินเตอร์เน็ต เขารู้เรื่องสิ่งประดิษฐ์นี้ได้อย่างไร จากใคร ไม่สำคัญเลย แต่ผมจะไม่มีทางพลาดโอกาสที่จะได้เงินสนับสนุนมูลค่ามหาศาลนี้โดยเด็ดขาด… ไม่ใช่ว่าผมหน้าเงินหรอกนะครับ แต่ความฝันของนักประดิษฐ์ก็คือการทำให้สิ่งที่คิด ออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งนั่นก็ต้องใช้เงินตราเป็นแรงขับเคลื่อนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

 
อ่านเพิ่มเติม “ทางเลือก”

The System

มนุษย์ทุกคนเกิดมาอย่างอิสระแต่ถูกพันธนาการอยู่ทุกหนทุกแห่ง – Jean-Jacques Rousseau

ภาพวาดของศิลปินระดับโลกหลายสิบรูปทั้งแขวนและวางทิ้งเกะกะรอบๆห้องนอนเล็กๆสีชมพู เด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนโต๊ะ ในมือมีดินสอไม้EE ใบหน้าที่กำลังครุ่นคิดหันมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงอาทิตย์ลอดผ่านก้อนเมฆ นกตัวน้อยส่งเสียงคุยกันตามกิ่งไม้ อากาศยามเช้าช่างอบอุ่นและปลอดภัย
แล้วเธอก็เริ่มจรดดินสอลงบนกระดาษ ท่าทางของเธอบอกได้ว่าเธอเป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ เวลาผ่านไปไม่นานนัก กระดาษด้านหน้าเธอค่อยๆปรากฎรูปของชายชราที่โด่งดังจากการเป็นนักปรัชญาผู้เสนอเสรีภาพการออกความคิดเห็นของประชาชน เขาคือ’วอลแตร์’ เด็กสาววาดภาพของชายผู้นี้ในอิริยาบทต่างๆ ในหลายๆอารมณ์ ถ้ามีผู้ใดได้เห็นการเขียนภาพของเธอ เขาต้องนึกถึงภาพยนตร์ที่ร้อยเรียงกันเป็นชีวประวัติของนักปรัชญาผู้นี้ ผงคาร์บอนติดพื้นผิวของกระดาษมากขึ้นเรื่อยๆ รูปของวอลแตร์เองก็มีรายละเอียดชัดเจนขึ้น ภาพสุดท้ายบนพื้นที่ว่างบนกระดาษขาวเป็นรูปของเขาตอนสมัยหนุ่มกำลังเขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่จะส่งผลต่อคนทั้งโลก อยู่ดีๆเธอก็หยุดลงแล้วทิ้งภาพสเก็ตช์นั้นไว้ครึ่งๆกลางๆ

อ่านเพิ่มเติม “The System”

กู้ภัย

ในขณะที่อดีนาลีนพลุ่งพล่าน จนอกแทบจะระเบิด
วีระ พยายามควบคุมการหายใจให้ช้าลง
มันเป็นเรื่องที่ยากมาก หากคุณพึ่งผ่านเหตุการณ์การระเบิดอย่างรุนแรง และถูกฝังอยู่ในทรากตึกปรักหักพังเช่นนี้

ตัวอักษรสีเขียวพล่าเลือนฉายซ้อนอยู่บนจอประสาทตาของเขา
ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ 20% (ถ้ามีมากจนถึงร้อยละ 25-30 ทำให้หายใจช้าลง ความดันโลหิตต่ำ ไม่รู้สึกตัว สลบ และอาจถึงตายได้)
วีระ พยายามปรับกระแสไฟฟ้าในเซลสมองเข้าสู่โหมด “ทำสมาธิ”

“วีระ!” เสียงเรียกดังขึ้น ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เสียง เพราะมันคือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ยิงตรงเข้าสู่สมองส่วนประสาทการรับเสียง
“ผมยังอยู่ดี” เขาตอบ อดนึกถึงคำว่า “กระมัง” ไม่ได้
เพราะเขาขาดการรับรู้ประสาทสัมผัสจากขาของเขามานานสักสองสามนาทีแล้ว
“เรารับสัญญาณตำแหน่งของคุณได้แล้ว ทีมกู้ภัยกำลังเข้าไป”

วีระพยายามควบคุมไม่ให้ตนเองตื่นเต้นจนเกินไป กระแสไฟจากระบบประสาท อาจจะทำให้ อุปกรณ์อีเล็กโทรนิคในร่างกายเขาทำงานผิดปกติได้ นั่นรวมถึงเครื่องระบุตำแหน่ง GPS ด้วย
อีกอย่าง จากสภาพที่เห็น การเข้าถึงคงต้องใช้ระยะเวลาอีกสักพักใหญ่ๆ

“ระดับพลังงานเป็นอย่างไร”
“มีการรั่วไหล”
วีระ ขยับไหล่เล็กน้อย ความร้อน และ กระแสไฟฟ้าจากระบบประสาท จำนวนหนึ่งถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน ของอุปกรณ์ดำรงชีพของเขา
เข็มวัดพลังงานเพิ่มขึ้นมาอีก 0.01%
“พยายามรักษามันไว้”
วีระ ได้แต่ยิ้มกับตนเอง “ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์กำลังเพิ่มขึ้น” เขารายงาน ตอนนี้อยู่ที่ 24% แล้ว
“ผมรู้ … เรากำลังไป”

ชั้นใต้ดินชั้นที่5 ลึกลงมา20เมตร แถมผ่านการระเบิดครั้งใหญ่ และพร้อมจะจมลึกลงไปอีก 500เมตร
นี่คงไม่ใช่งานที่ง่ายนัก

“ผมรู้ว่าพลังงานคุณเหลือน้อย แต่เรามีเรื่องที่จะขอร้องให้ช่วย”
ผมปฎิเสธได้ไหมนี่ วีระ คิด
“ว่ามาเลย”


อ่านเพิ่มเติม “กู้ภัย”

ตราบจนนิรันดร์

เขาถูกเรียกขณะกำลังเดินกลับไปที่ห้องพัก ห้องส่วนตัวสำหรับนักโทรจิต ใครคนหนึ่งที่วิ่งมาจากทางด้านหลังเรียกให้เขาหยุดก่อนจะเปิดประตูห้อง

“มีข่าวถึงคุณ” คนส่งข่าวหอบหายใจ

เขายกมือขึ้นเตรียมรับกระดาษบันทึก

“ไม่ใช่… มีนักโทรจิตต้องการคุยกับคุณทางช่องทางพิเศษ” คนส่งข่าวเร่งเร้า

ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ และมันทำให้เขารู้สึกกระวนกระวาย  วินาทีนั้นเขาไม่รู้เลยว่าจะไม่มีโอกาสได้กลับไปที่ห้องนั้นอีก

………. อ่านเพิ่มเติม “ตราบจนนิรันดร์”

สิ่งแปลกปลอม

“ลุงล้อม” เป็นเจ้าของสวนลำไยขนาดไม่ใหญ่ไม่โตนัก มันอยู่หลังบ้านของแกที่อยู่ลึกเข้าไปจากซอยซึ่งแยกจากถนนในอำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดห่างไกล อาณาบริเวณล้อมรั้วมิดชิด ไม่เพียงแต่จะป้องกันสัตว์ใหญ่น้อยมาทำลายสวนผลไม้ที่เป็นสมบัติชิ้นเดียวของแก แต่ยังมีไว้ป้องกันโจรลักขโมยที่มักจะแฝงตัวเข้ามาเวลาลำไยออกผลอีกด้วย

ชื่อ “ลุงล้อม” ไม่ได้เป็นชื่อที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ได้จากความตระหนี่ถี่เหนียวของแก สวนลำไยของลุงล้อมถูก ‘ล้อม’ ไว้ด้วยรั้วลวดหนามเสาปูน ดายหญ้าถางที่จนเตียนโล่งให้คนรู้ว่านั่นเป็นอาณาจักรต้องห้าม ด้านหน้าติดถนนลูกรัง สองฝั่งซ้ายขวาเป็นสวนลำไยของลูกพี่ลูกน้องของแก ด้านหลังเป็นคลองส่งน้ำเล็ก ๆ ซึ่งก็ไม่วายต้องกั้นลวดหนามเพื่อบ่งบอกความเป็นเจ้าของ ทั้งที่ตลอดแนวคลองนั้นไม่มีสวนของใครอุตริล้อมรั้วอย่างที่ลุงล้อมทำ ทุกคนที่รู้จักเรียกแกด้วยชื่อ “ล้อม” จนคนลืมชื่อในทะเบียนบ้านของแกไปเสียแล้ว ตัวแกเองบางครั้งเมื่อต้องไปทำบัตรประชาชนหรือต้องไปเข้าคูหาเลือกตั้งยังต้องท่องชื่อจริงนามสกุลจริงตัวเองให้ขึ้นใจเสียก่อนก็มี

กิจวัตรประจำวันของลุงล้อมหลังจากอาบน้ำกินข้าวฝีมือเมียที่อยู่กินกันมาตั้งแต่เพิ่งพ้นวัยรุ่นแล้วก็คือการดูแลสวนลำไย ดายหญ้า ให้น้ำ ใส่ปุ๋ย และอาจจะมีพ่นยาฆ่าแมลงบ้างแต่พอดี เผื่อว่าลูกหลานแวะมาเยี่ยมแล้วเด็ดไปกินสักพวงสองพวงจะได้ปลอดภัยจากบรรดาสารเคมีที่ไม่มากจนเกินไปนัก

……….

เช้านี้ก็เหมือนกับทุกวัน ลุงล้อมในชุดผ้าขาวม้าคาดหัว เสื้อหม้อฮ่อม กางเกงขายาวขาด ๆ  สะพายย่ามใบเล็กกำลังจะก้าวลงจากชานหลังบ้าน แต่ก็มีอันให้หยุดชะงักกับสิ่งแกเห็นในสวนลำไยที่เฝ้าทะนุถนอมมาตั้งแต่จำความได้

‘สิ่งแปลกปลอม’ ชิ้นหนึ่งวางอยู่กลางสวนลำไยถัดจากชานหลังบ้านไปไม่เกินสิบวา จริง ๆ แล้วจะเรียกว่าเป็นชิ้นก็ไม่ถูกนักเพราะมันออกจะใหญ่โตเกินไปสักนิด ประมาณด้วยสายตาคนวัยหกสิบสาม แกคิดว่ามันคงยาวสักสามหรือสี่วา สัณฐานยาวรีเหมือนลูกหนำเลี้ยบ สูงพอท่วมหัว ผิวมันปลาบเหมือนสังกะสีมุงหลังคา ผิดอยู่ที่ไม่ได้เป็นลอนเหมือนอย่างสังกะสีแผ่นที่เคยเห็น แต่กลับเรียบเกลี้ยงไปหมดทั้งก้อน

ที่สำคัญก็คือมันวางคร่อมร่องน้ำระหว่างแถวลำไยของแกอยู่ มิหนำซ้ำต้นลำไยที่แกหวงแหนรองลงมาจากเมียก็ถูกมันเบียดล้มไปหลายต้น มองเห็นจากชานบ้านก็อย่างน้อยสามต้นเข้าไปแล้ว ‘สิ่งแปลกปลอม’ ที่ว่านั้นวางเอียง ๆ คร่อมร่องน้ำสงบนิ่งอยู่อย่างนั้น ลุงล้อมแน่ใจว่าเมื่อวานตอนค่ำ ที่ตรงนั้นยังเป็นต้นลำไยพุ่มหนาโดยที่ไม่มีก้อนสังกะสีก้อนนี้อยู่เป็นแน่แท้

ความโกรธพุ่งพล่านเต็มอกด้วยต้นลำไยที่แกเฝ้าถนอมมาจนกำลังจะออกดอกอยู่แล้วถูกล้มถอนรากให้เห็นอยู่ตรงหน้า คิดได้อย่างเดียวว่าต้องเป็นฝีมือพวกเด็กวัยรุ่นในตลาดเป็นแน่ ยิ่งเมื่อวานเพิ่งมีงานเกณฑ์ทหาร ไม่ว่าใครจะจับได้ใบดำใบแดงต่างไปตั้งวงเลี้ยงฉลองกันจนเกือบรุ่ง ไม่แคล้วพวกพิเรนทร์สองสามคนคงหาอะไรมาแกล้งแกเสียแล้ว

……….

เอื้อมมือไปหยิบปืนลูกกรดที่พิงฝาบ้านออกมาประทับบ่ายิงแบบไม่ต้องเล็งไปหนึ่งนัด คิดว่าพวกก่อกวนที่ซ่อนอยู่ข้างในคงวิ่งแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง แต่กลับเป็นเมียของแกเองที่วิ่งจากหน้าบ้านทั้งที่ยังเก็บสำรับกับข้าวไม่เรียบร้อยมาหยุดตะลึงนิ่งอยู่ข้างตัวลุงล้อมนั่นเอง

ตัวลุงล้อมเองก็งงไม่แพ้กันที่กระสุนลูกกรดพลาดเป้าไปได้ แกยกปืนขึ้นประทับบ่าอีกครั้ง เล็งให้เข้ากลางก้อนสังกะสียักษ์แล้วบรรจงเหนี่ยวไกส่งไปอีกนัดหนึ่ง เมียแกถึงกับสะดุ้งโหยงเพราะไปยืนอยู่ใกล้รังเพลิงพอดี พอตั้งสติได้ เมียแกก็ออกเสียงด่าเสียยับเยินว่าไม่ยอมบอกกล่าวกันก่อน ส่วนลุงล้อมได้แต่ตะลึงงันเพราะเห็นชัด ๆ ว่ากระสุนจะกระทบกลางสิ่งแปลกปลอมที่ว่านี้แน่นอน แต่ดูเหมือนจะสะท้อนหายไปไหนก็ไม่รู้ และที่สำคัญก็คือไอ้พวกมืออยู่ไม่สุขทั้งหลายก็ไม่ได้ปรากฏตัวออกมาหรือวิ่งกระเจิงออกไปอย่างที่คิดไว้เสียด้วย

หลังจากตั้งสติได้ ลุงล้อมค่อย ๆ ย่างเข้าไปหาวัตถุประหลาดช้า ๆ หมายตาตรงตำแหน่งตกกระทบของกระสุนลูกกรด ตั้งใจดูว่ามันฝังเข้าไปหรือกระดอนออกมากันแน่ ส่วนเมียของแกต้องรีบไปเปิดประตูรับเพื่อนบ้านที่ต้องสะดุ้งตื่นแต่เช้าเพราะสียงปืนสองนัดมายืนตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้าน

ลุงล้อมไม่เห็นว่ากระสุนของแกจะวิ่งผ่านเข้าไปในวัตถุประหลาดที่อยู่ตรงหน้า รอยบุบหรือรอยขีดข่วนก็ไม่มีให้เห็น ลองจับดูก็รู้สึกว่าเจ้าก้อนอันนี้มันอุ่นอยู่สักเล็กน้อย เอาหูแนบก็ได้ยินสียงหึ่งเบา ๆ เคาะด้วยด้ามปืินดูก็รู้สึกเหมือนถังกลวง ๆ ใบหนึ่ง ครั้นพอจะลองขยับก็รู้ว่ามันไม่มีท่าทีว่าจะเขยื้อนได้เลย ลุงล้อมได้แต่คะเนอยู่ว่าถ้าตัดแบ่งไปขายกิโลละสองบาทจะขายได้สักเท่าไหร่กัน

ยิ่งทำให้แกประหลาดใจเข้าไปใหญ่ว่าจะมีใครยกก้อนสังกะสีขนาดสี่วามาวางในสวนของแกได้อย่างไรโดยไม่ต้องเอาข้ามรั้วมา ใจหนึ่งก็เป็นห่วงรั้วลวดหนามที่อุตส่าห์ลงทั้งเงินทั้งแรงไป เลยตะโกนสั่งให้เมียออกไปเดินดูรอบ ๆ ว่ารั้วของแกยังดีอยู่หรือเปล่า เมียแกรับคำแล้วกับเดินหายไปทางด้านหนึ่งของสวนพร้อมกับเสียงบ่น เพื่อนบ้านสองสามคนเริ่มเข้ามารายล้อมและออกความเห็น

……….

ลุงล้อมกับเพื่อนบ้านเดินดูรอบลูกหนำเลี้ยบสังกะสีลูกใหญ่หลายรอบ มองหาร่องรอยอะไรสักอย่างที่จะบอกว่ามันเป็นอะไร เจ้าลูกหนำเลี้ยบวางเอียง ๆ ทับต้นลำไยหักไปต้นหนึ่ง ส่วนอีกสามต้นโดนเบียดจนรากถอนต้นล้ม ไม่รู้ว่าจะยังออกดอกออกผลได้หรือเปล่า ไม่นานเมียแกก็กลับมาสมบท บอกข่าวดีว่ารั้วรอบสวนยังอยู่ครบถ้วน ตลิ่งที่หลังสวนก็ไม่ได้ทรุดหายไป ลุงล้อมถอนหายใจโล่งอก ใครคนหนึ่งหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออก ไม่ช้าผู้ใหญ่บ้านก็แวะมา

ถ้าเป็นวันอื่น ลุงล้อมไม่มีทางยอมให้ใครเข้าออกบ้านตามใจอยากอย่างนี้แน่ แต่ ‘สิ่งแปลกปลอม’ อันใหญ่เหมือนเป็นบัตรผ่านให้คนโน้นคนนี้เข้าออกบ้านแกอยู่ตลอดเช้า ผู้ทรงคุณวุฒิประจำหมู่บ้านเริ่มออกความเห็นไปต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าเป็นอะไรสักอย่างที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน บ้างก็ว่ามันเป็นซากดาวเทียมของฝรั่ง แต่มาได้ข้อสรุปเอาตอนที่เมียผู้ใหญ่บ้านมาตามแกกลับไปกินข้าวที่บ้านแล้วเห็น ‘สิ่งแปลกปลอม’ เข้าให้พอดี แกทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ พนมมือท่วมหัวทำปากขมุบขมิบอยู่พักนึง

เท่านั้นแหละ สามสี่คนรอบข้างก็เอาอย่างเมียผู้ใหญ่บ้าง ใครคนหนึ่งเรียกหาดอกไม้ธูปเทียน ก็ต้องเป็นธุระของเมียลุงล้อมอยู่นั่นเองที่ต้องไปเสาะหา ลำพังดอกไม้นั้นหาไม่ยากเท่าไหร่ แต่ธูปเทียนนี่ต้องไปค้นหาตามฝาบ้านอยู่นานกว่าจะได้มา ลุงล้อมก็เฝ้ามองอยู่เงียบ ๆ คิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้แขกไม่ได้รับเชิญออกจากบ้านไปเร็ว ๆ จะได้ไปหาช่างมาตัดก้อนประหลาดนี้ขายได้เสียที

……….

โอกาสของลุงล้อมไม่เคยมาถึง พอสาย ๆ คนก็เริ่มเข้ามาดูมากขึ้น เข้า ๆ ออก ๆ บ้านลุงล้อมจนเจ้าตัวอยู่ไม่ติดที่ ต้องคอยต้อนรับขับสู้คนโน้นคนนี้จนไม่เป็นอันทำอะไร ถึงที่สุดแกก็ทำเฉยเสีย ใครจะเข้าจะออกก็ปล่อยไปตามยถากรรม

เมียผู้ใหญ่บ้านกลับมาอีกรอบพร้อมกับสำรับชุดใหญ่ จานข้าวพูน ๆ พร้อมกับข้าวอีกสามสี่อย่างที่เมียลุงล้อมไม่มีวันจะทำให้แกกินเป็นแน่ แกถึงกับยิ้มแก้มปริเพราะคิดว่าลาภปากตกมาถึงแล้วจึงไปยกแคร่ที่ชานบ้านมาตั้งไว้ให้วางสำรับ แต่เมียผู้ใหญ่กลับบอกว่าเอามาบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับกำชับว่าใกล้เที่ยงจะมาเอาคืน

คนเรียกหาดอกไม้ธูปเทียนมากขึ้น ไม่รู้ว่าเพราะเห็นเมียผู้ใหญ่ทำเป็นตัวอย่างหรือเพราะคิดกันไปเอง ลุงล้อมจึงใช้ให้เมียไปซื้อมาจากตลาดอย่างละสองสามกำมือ แต่ไม่รู้ว่าตัดสินใจผิดหรือเปล่า เพราะเมียลุงล้อมไปป่าวประกาศทั่วตลาดก่อนจะกลับมาพร้อมกับขบวนรถสามล้อพ่วงข้างขายน้ำอัดลม ลูกชิ้น และไทยมุงอีกนับสิบ

พอเริ่มหิวข้าวเที่ยง ลุงล้อมเลยให้เมียนั่งเฝ้าหน้าบ้านแล้วให้คนเข้ามาทีละสองสามคน สั่งว่าดอกไม้ธูปเทียนต้องซื้อที่เมียแกหามา ห้ามเอามาจากบ้าน แล้วก็ปลีกตัวไปนั่งกินข้าวที่เหลือจากมื้อเช้าพร้อมกับนั่งดูกับข้าวของเมียผู้ใหญ่ที่วางให้แมลงวันตอมด้วยความเสียดาย แต่ก็พอจะปลอบใจตัวเองได้บ้างที่กิจการขายดอกไม้ธูปเทียนพอจะทำเงินให้แกได้บ้าง

……….

ยังไม่ทันจะบ่ายคล้อย เมียผู้ใหญ่บ้านก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับแนวคิดบรรเจิด ถึงตอนนั้นหน้าบ้านลุงล้อมก็ไม่ผิดกับงานวัดย่อม ๆ รถมอเตอร์ไซค์ รถกระบะ จอดเรียงรายไปตามถนน บางคนที่พอจะรู้ัจักกันก็เสียบหัวไปจอดในบ้านข้าง ๆ เมียผู้ใหญ่ล้วงไปในพกผ้า หยิบแป้งเด็กกระป๋องเล็กออกมาเทใส่มือก่อนจะละเลงไปที่มุมหนึ่งของก้อนหนำเลี้ยบยักษ์ แล้วนั่งจด ๆ จ้อง ๆ อยู่อย่างนั้นอยู่เป็นนาน มีคนเข้าไปช่วยมุงสองสามคน ลุงล้อมได้แต่คิดในใจท้าให้เอามีดมาขูดก็ไม่มีวันจะมีตัวเลขงอกออกมา ขนาดปืนลูกกรดยิงจ่อ ๆ ยังไม่ระคายผิว นับประสาอะไรกับเอาแป้งละเลงแล้วดูตัวเลข

เมียผู้ใหญ่ล้วงมีดมาขูดอย่างที่ลุงล้อมคิดจริง ๆ แถมไทยมุงยังมองเห็นเป็นตัวเลขสองสามตัวให้ลุงล้อมตกใจเล่น แถมยังเห็นเป็นเลขชัดเจนแบบไม่ต้องตีความเสียด้วย

นักข่าวหนังสือพิมพ์มาถึงตอนใกล้บ่าย เป็นคนหนุ่มมาจากในเมือง บอกว่าจะถ่ายรูปกับสัมภาษณ์ลุงล้อมเอาไปลงข่าว ตัวแกเองเพิ่งถอดเสื้อออกได้ไม่นาน นึกอยากจะหยิบเสื้อใหม่มาใส่แต่ก็นึกได้ว่าไม่มีอยูสักตัว นักข่าวถ่ายรูปลุงล้อมสองสามทีแล้วก็ไปถ่ายที่วัตถุประหลาดในสวนก่อนบอกว่าต้องรีบเอาไปพิมพ์แล้วเร่งกลับออกไป  ถึงตอนนั้นลุงล้อมเพิ่งนึกออกว่ายังไม่ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวเลยแม้แต่คำเดียว…

……….

ตกบ่าย โรงพักต้องส่งตำรวจมาดูแลเพราะรถติดไปจนถึงถนนใหญ่ ห้องน้ำบ้านลุงล้อมมีคนยืนต่อคิวยาวไม่น้อยไปกว่าคิวกราบไหว้บูชาและขอเลขจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แถมยังมีใครบางคนแอบไปปล่อยทั้งหนักทั้งเบาในสวนของแกอีกต่างหาก จ่าคนหนึ่งกับพลตำรวจจบใหม่อีกคนแวะเข้ามาเอาซองผ้าป่าฝากลุงล้อมให้วางที่แคร่ใกล้ก้อนหนำเลี้ยบยักษ์ บอกว่ามรรคทายกฝากมา แล้วก็ต้องรีบไปดูรถนักข่าวทีวีสองช่องที่พร้อมใจกันมาแล้วหาที่จอดไม่ได้

นักข่าวเข้ามาพร้อมกันทั้งสองช่อง ทั้งคนแบกกล้อง ทั้งนักข่าว ต่างแย่งกันสัมภาษณ์ลุงล้อมเสียยกใหญ่ แกก็ได้แต่ตอบรับไปว่าไม่รู้ว่ามันมาได้อย่างไร ตื่นเช้ามาก็เห็นมันวางอยู่ตรงนั้นแล้ว จะว่าไปลุงล้อมก็รู้เรื่องสิ่งแปลกปลอมนี้ไม่มากกว่านักข่าวที่เพิ่งมาถึงเลยด้วยซ้ำ

คนที่เป็นดาราเด่นของนักข่าวทีวีกลับเป็นเมียผู้ใหญ่ที่แต่งหน้าแต่งตัวมาเรียบร้อยเหมือนรู้มาก่อนว่าจะมีนักข่าวมา แกตั้งตนเป็นผู้เชี่ยวชาญพร้อมกับให้ความเห็นชนิดที่นักวิชาการจริง ๆ ต้องพลิกตำรากันยกใหญ่หากจะแย้งความเห็นของเมียผู้ใหญ่เกี่ยวกับสิ่งแปลกปลอมนี้ ที่สำคัญคือแกอุบเอาไว้ ไม่ยอมบอกเลขเด็ดที่แกลงทุนขูดเองกับมือ

นักข่าวยังไม่ทันคล้อยหลัง ผู้ใหญ่บ้านก็เอาหลอดนีออนสองหลอดพร้อมสายไฟยาวมาโยงจากบ้านไปยังต้นลำไยใกล้วัตถุประหลาด แกบอกกับลุงล้อมว่ากลัวใครจะมาขโมยไปตอนกลางคืน ส่วนลุงล้อมเองอยากหัวเราะเสียให้หายหิวข้าวว่าใครมันจะมายกออกไปได้ ตอนเข้ามามันมาอย่างไรยังไม่รู้เลย

……….

คนเริ่มเข้ามาน้อยลงตอนพลบค่ำ หน้าบ้านเริ่มโล่ง สวนลำไยของลุงล้อมตอนนี้แทบจะกลายเป็นที่ทิ้งขยะไปแล้ว ทั้งเศษใบตอง ถุงขนม ไม้เสียบลูกชิ้น ต่างทิ้งระเกะระกะอยู่ทั่วไป นี่ยังไม่นับกลิ่นของเสียที่ใครแอบไปปล่อยไว้ในสวนอีกต่างหาก กับข้าวที่เหลือจากมื้อเช้าและมื้อกลางวันกลายเป็นกับข้าวมื้อเย็นไปโดยปริยาย เมียลุงล้อมนั่งนับเงินค่าดอกไม้ธูปเทียนอยู่เงียบ ๆ ไทยมุงคนสุดท้ายกลับไปก่อนมืด

ผู้ใหญ่บ้านแวะมาเก็บสำรับกับข้าวตอนสองทุ่มเศษ บอกว่าเมียใช้ให้มา ก่อนกลับก็ไปเสียบปลั๊กเปิดไฟนีออนสองหลอดที่โยงไปแขวนไว้กับต้นลำไยใกล้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เมียสั่งนักสั่งหนาว่าต้องดูแลให้ดี แสงจากหลอดไฟสะท้อนผิวมันปลาบที่บางส่วนหม่นลงไปบ้างเพราะมีแป้งเด็กโรยอยู่ และบางส่วนก็อยู่ในเงามืดที่ดูแล้วชวนให้รู้สึกกังวลอยู่ในที

ก่อนกลับ ผู้ใหญ่อวดว่าเมียแกได้ออกข่าวภาคค่ำด้วย ส่วนลุงล้อมนั้นไม่สนใจหรอกว่าการได้ออกทีวีนั้นจะมีความหมายอย่างไร แกได้แต่จับจ้องอยู่ที่วัตถุประหลาดนั้นไม่วางตา

เมีแกเข้านอนหลังผู้ใหญ่กลับไปได้ไม่นาน บ่นว่าเหนื่อยมาทั้งวัน เงินที่ได้จากธุรกิจของแกวันนี้เอาใส่ถุงผ้าวางไว้ใต้หมอนแล้วหลับไปอย่างเร็ว ลุงล้อมไปเอากาบมะพร้าวมาสุมไฟไล่ยุงที่ใต้แคร่ซึ่งยกมาวางไว้ใกล้บ้าน จากนั้นก็นั่งพินิจดูมันอย่างละเอียด

……….

แกรู้ว่ามันไม่ได้ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน เพราะมันวางอยู่บนต้นลำไย แล้วมันก็ไม่ได้ตกลงมา เพราะถ้ามันตกลงมาก็ต้องมีเสียง ดินต้องยุบ ต้นลำไยต้องหักมากกว่าจะล้ม มันต้องค่อย ๆ ลงมาช้า ๆ เพียงแต่แกคิดไม่ออกเท่านั้นเองว่าใครเอามันมาวางไว้ และเอามาวางไว้อย่างไร

ยังไม่ได้คิดอะไรต่อ แกก็เห็นว่าก้อนประหลาดที่วางอยู่นั้นเริ่มขยับซ้ายขวา มันโยกไปมาเล็กน้อย แกพยายามยื่นมือไปควานหาปืนลูกกรดที่วางพิงผนังไว้ แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมียแกเอาไปเก็บไว้ในบ้านเพราะคนเข้าออกพลุกพล่านเลยกลัวหาย ก้อนสังกะสีประหลาดขยับอยู่สองสามครั้งก่อนจะลอยขึ้นไปตรง ๆ ช้า ๆ เหมือนมีใครเอาเชื่อกมาผูกข้างบนแล้วยกขึ้นไป แต่ลอยขึ้นไปได้ไม่ถึงวาก็ค่อย ๆ ตกกลับมาที่เดิม เป็นอย่างนี้อยู่สองครั้ง ฝ่ายลุงล้อมนั้นเหลียวมองรอบตัวก็ไม่เห็นใครจะมาร่วมรับรู้ด้วย ได้แต่นั่งนิ่งของแกอยู่อย่างนั้น

ครั้งล่าสุดที่มันวางกลับลงไปที่เดิม ก้อนประหลาดนี้กลับมีช่องช่องหนึ่งเปิดออก ตัวอะไรสักอย่างที่รูปร่างไม่สูงไปกว่าเด็ก ป.1 เดินออกมาจากช่องนั้น มันเดินขโยกเขยกออกมาก่อนจะหันหน้าเข้าไปหาสิ่งแปลกปลอมที่มันเพิ่งเดินออกมา จากนั้นเงื้อขาข้างหนึ่งไปด้านหลังแล้วบรรจงเตะงาม ๆ ไปที่ก้อนสังกะสียักษ์ก้้อนนี้สองที

แล้วตัวประหลาดที่ลุงล้อมมองเห็นไม่ชัดนักก็เดินกลับเข้าไปในวัตถุแปลกปลอมชิ้นนี้ ช่องประตูที่เปิดอยู่ก็หายวับไป มันกลับมาราบเรียบเหมือนเดิม

ครั้งสุดท้าย สิ่งแปลกปลอมค่อย ๆ เคลื่อนที่ขึ้นตรง ๆ จนพ้นเงาหลอดไฟ จากนั้นมันก็ค่อย ๆ หายไปในความมืดของท้องฟ้าข้างแรมในที่สุด

……….

ลุงล้อมไม่สนใจว่าหนังสืิอพิมพ์ลงข่าววันต่อมาว่าอย่างไรหรือข่าวทีวีจะวิจารณ์ว่าอย่างไร แกรู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูกที่สิ่งแปลกปลอมอันนี้หายไปจากสวนของแกได้ ลำไยสองต้นที่ล้มลงยังพอจะค้ำไว้ได้ แต่ต้นที่หักกับอีกต้นที่ล้มถอนรากนั้นเกินจะแก้ไขได้

เมียผู้ใหญ่ไม่ถูกรางวัลใด ๆ  ไม่ว่าจะเป็นล็ตเตอรี่ที่ลงทุนไปซื้อถึงตลาดหรือจะเป็นหวยใต้ดินที่ต้องแอบซื้อ

เงินค่าดอกไม้ธูปเทียน ลุงล้อมเอาไปซื้อสังกะสีใหม่มามุงหลังคาได้หลายแผ่น

เรื่องสั้น Green Destiny

     “ฟู่วๆ!”เสียงไอน้ำจากหลอดทดลองสีเขียวหลายร้อยหลอด ทำให้ห้องทดลองเก่าๆแห่งหนึ่งที่ร้อนอยู่แล้วร้อนยิ่งขึ้นไปอีก อากาศที่ร้อนราวกับนรกเช่นนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์สาวคนหนึ่งแทบคลั่ง

     “ขอโทษค่ะ ศ.จันดา ฉันขอไปพักสักครู่”หลังจากที่ทนกับอากาศร้อนมากว่าสิบชั่วโมง ฉันก็ทนไม่ไหว ถึงฉันจะมีความอดทนมากว่านักวิทยาศาสตร์หนุ่มๆหลายคนที่ทนความร้อนและการทดลองที่น่าเบื่อนี้ไม่ไหวจนหนีหน้าหายไป แต่การที่ต้องทำการทดลองกับสภาพอากาศแบบนี้นานๆเข้าคนอย่างฉันก็เริ่มท้อนิดๆแล้ว

     จะเหลือก็แต่คนๆเดียวในห้องนี้ที่อยู่ทำการทดลองนี้ได้อย่างไม่รู้จากเหน็ดเหนื่อยและไม่เคยบ่นเรื่องความร้อนนี้เลย จนฉันอดนับถือคนตรงหน้าไม่ได้  
อ่านเพิ่มเติม “เรื่องสั้น Green Destiny”

ผู้รอคอย : รางวัลชนะเลิศการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ”

ชายชราขับรถบรรทุกแร่คันเก่าคืบคลานไปตามถนนที่ไม่ถูกใช้งานนานหลายปี ข้างตัวเขามีเด็กชายผู้กำลังจะย่างเข้าวัยรุ่นที่ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษนั่งมาเป็นเพื่อน เขาเฝ้าแต่ชะโงกหน้ามองไปยังความมืดเบื้องหน้าตรงที่แสงไฟจากรถบรรทุกส่องไปไม่ถึงเหมือนกำลังรอดูอะไรบางสิ่ง เสียงก้อนกรวดบดกับตีนตะขาบดังสะท้อนก้องในห้องคนขับทำให้บรรยากาศไม่เงียบเหงาจนเกินไป

“เกือบถึงหรือยังครับคุณตา” เด็กชายเอ่ยขึ้นมาในที่สุด
“อีกไม่ไกลแล้ว” ชายชราตอบหลังจากเหลียวหน้ามองหลักไมล์ข้างทาง
อ่านเพิ่มเติม “ผู้รอคอย : รางวัลชนะเลิศการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ””