ผู้มาเยือน : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ”

ในที่สุด เจอโนโรม ก็ได้มายืนประจันหน้ากับ ‘มัน’ ยานอวกาศจากนอกโลกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา แม้แต่ในภาพยนต์แนวไซไฟอวกาศเองก็ไม่มีเคยมียานอวกาศลำใหญ่ขนาดนี้ปรากฎมาก่อน ขนาดของตัวยานกินพื้นที่ราวๆประมาณสามสนามฟุตบอลรวมกัน จนทำให้ชายหนุ่มอย่างเขาดูตัวเล็กราวกับมดที่ยืนอยู่ใกล้รถถังไปทันที
อ่านเพิ่มเติม “ผู้มาเยือน : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ””

E Project : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ”

ณ เวลาที่ก่อนจะถึง 1
เสียงหลายเสียงกำลังพูดคุยกัน “เอาละ เราจะสร้างยานอวกาศแบบไหนกันดี?”

ปี ค.ศ. 2211 : สหพันธรัฐ โลก
“นับเวลาถอยหลัง E Project ในอีก 5 วินาที 5… 4… 3… 2… 1… 0…”สิ้นเสียงโอเปอเรเตอร์ ยานอวกาศขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติก็ได้ออกตัว พ่นพลังงานขับเคลื่อนแรงดันมหาศาลมุ่งสู่เป้าหมายใหม่ในอวกาศเบื้องหน้า ทิ้งโลกมาตุภูมิที่ถูกมนุษยชาติสูบกลืนทรัพยากรไปจนเกือบหมดสิ้นให้ลอยเคว้งคว้างอยู่ในระบบสุริยะที่กำลังจะตาย

“ยินดีด้วยครับ ท่านนายพลในที่สุด E Project ที่คุณปู่ของท่านคิดไว้ก็ประสบผลสำเร็จไปได้ด้วยดี พวกเรามนุษยชาติต่างก็ตกเป็นหนี้บุญคุณตระกูลท่านจริงๆ น่าเสียดายที่คุณปู่ของท่านเสียไปก่อนที่จะได้มองเห็นความสำเร็จของคุณในวันนี้”นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งกล่าวชมเชยชายหนุ่มที่กำลังยืนมองโลกสีฟ้าเบื้องหลัง อ่านเพิ่มเติม “E Project : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ””

ผู้บริสุทธิ์ : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ”

1
โมกราเตรียมยานสำรวจ “จาเก้น” ยานชั้นโอริโม ซึ่งสามารถจะทนพายุสุริยะขนาด 3 อิเล็กตรอนโวลต์ ได้ลำหนึ่ง จะว่าไปก็ยานลำนี้ยังเล็กไปนิดแต่นั้นก็เป็นยานลำใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ในอู่ของโมกรา สัญญาณที่กีเดียตรวจจับได้นั้น ต่ำแหน่งของยานอับปางน่าจะอยู่เลยช่องว่างฟาร์เนล ซึ่งเป็นน่านอวกาศสากล ตามกฎของสมาพันธ์เอกภพใครก็ตามที่ค้นพบยานอัปปางที่มีอายุเกินกว่าสามสิบปีซีเซี่ยมเป็นคนแรกจะสามารถครอบครองยานดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์ แต่จะต้องมีหลักฐานชื่อของยานลำที่อับปางมาแสดงกับสมาพันธ์ฯ ดังนั้นจึงยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยานกู้ซากขนาดใหญ่ ใช้เพียงยานสำรวจขนาดเล็กเพื่อหาหลักฐานชื่อยานก่อน

การเดินทางในช่วงแรกราบรื่นไม่มีปัญหาอะไร ลาเพิร์นนักนำทางหญิงชำนาญในเส้นทางนี้อยู่ก่อนแล้ว เมื่อผ่านแถบดาวเคราะห์น้อยมาได้ ก็เข้าสู่เขตช่องว่างฟาร์เนล ที่นี้เราพบกับพายุสุริยะขนาดย่อม ลาเพิร์นใช้ความชำนาญของเธอหักเลี้ยวยานเพื่อให้ภาคตัดขวางของยานประทะกับพายุน้อยที่สุด ยานสะเทือนแต่ยังรับมือได้ ในที่สุดเราก็กลับเข้าสู่เส้นทาง

“จุ๊ๆๆๆ..ได้ยินไหม” กีเดียส่งเสียงเตือนเพื่อนร่วมยาน “สัญญาณขอความช่วยเหลือ สัญญาณใช้ระบบรหัสกามีนิ“ เสียจากเครื่องรับสัญญาณดังเป็นจังหวะแปลกๆซ้ำไปซ้ำมา “สัญญาณนี้ใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อ 800ปีซีเซี่ยมที่แล้ว” กีเดียอธิบาย “จากนี้ไปเราจะออกนอกเขตช่องว่างฟาร์เนล เราอาจเจอพายุสุริยะอีกก็ได้” อ่านเพิ่มเติม “ผู้บริสุทธิ์ : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ””

No Place : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ”

คุณรู้จักตำนานเกี่ยวกับใบโคลเวอร์ไหม… เราเชื่อกันว่าใบโคลเวอร์สี่แฉกจะทำให้เกิดโชคดีกับผู้ที่ได้ครอบครอง ผมเองก็มีใบไม้นำโชคนี่ติดตัวเหมือนกัน…สำหรับภารกิจที่สำคัญยิ่ง แต่ถึงไม่มี ผมก็มั่นใจว่าจะกลับบ้านพร้อมความสำเร็จได้อยู่ดี เพื่อเธอแล้ว… แน่นอนว่ามันต้องสำเร็จ
อ่านเพิ่มเติม “No Place : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ””

ภารกิจกู้ชีพ…วันสงกรานต์ : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ”

๐…
“ในวันศุกร์ที่ 13 เมษายน 2572 อะโพฟิส จะเฉียดเข้าใกล้โลกด้วยระยะห่างประมาณ 40,000 กิโลเมตร ซึ่งใกล้พอที่จะมองเห็นเป็นจุดแสงเหมือนดาวที่สว่างพอ ๆ กับดาวที่มีอันดับความสว่าง 3 ได้”

๑…
“สวัสดี เซเรเน่ คุณได้ยินผมหรือไม่” โอไรออน ส่งสัญญาณวิทยุถาม
“ให้ตายเถอะ นั่นคุณจริงๆ หรือ นายพราน” เธอตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นดีใจ
“จะมีใครกันล่ะ ที่จะขันอาสามารับคุณกลับบ้าน” โอไรออนตอบ
“ฉันคิดว่าฉันคงจะแก่ตายอยู่ที่นี่ ไม่คิดว่าจะได้ยินเสียงของใครอีกแล้ว แต่นี่เป็นคุณ เป็นเสียงของคุณ…” เธอพูดก่อนที่น้ำตาจะหลั่งไหลออกมา
อ่านเพิ่มเติม “ภารกิจกู้ชีพ…วันสงกรานต์ : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ””

Protocooperation

ดาวสีเขียวมรกตลอยอยู่ตรงหน้า ผมเพลิดเพลินกับสีสันของมันอยู่นาน เวลาพักกำลังจะหมดลง แต่ตราบเท่าทียังมีโอกาส การได้สำรวจดาวดวงนี้ด้วยสายตาก็ทำให้ความเหงาที่ต้องจากบ้านมานานนั้นได้รับการชดเชยในระดับหนึ่ง ถึงแม้จะไม่มีใครได้ลงไปดูมันจริง ๆ ก็ตาม

อีกไม่นานมันก็จะเคลื่อนไปอยู่อีกด้านหนึ่งของยาน กว่าผมจะได้เห็นมันจากมุมนี้ก็คงอีกสองหรือสามวัน แล้วเวลาพักต้องตรงกับเวลาที่มุมนี้ของเรือหันเข้าหาดาวดวงนี้ ไม่เช่นนั้นก็จะมองเห็นแต่ความอ้างว้างไปจนอนันต์

สัญญาณเตือนดังขึ้น ผมต้องกลับไปทำงาน มันไม่น่าเบื่อมากนักหรอกโดยเฉพาะช่วงที่เรากำลังเคลื่อนเข้าใกล้เป้าหมาย ข้อมูลทั้งหลายจะหลั่งไหลกันเข้ามาจนทุกคนแทบไม่มีเวลาว่าง งานประจำจะทำให้ยุ่งจนไม่มีความคิดอื่นเหลืออยู่ แม้กระทั่งความเหงาหรือความคิดถึงบ้านเกิดที่จากมาไกล

ผมเคลื่อนไปที่สถานีประจำซึ่งต้องผลัดเวรกับอีกสองคนสำหรับการทำงานเต็มยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อวัน สัญญาณภาพจากดาวเทียมหลายดวงที่ปล่อยออกไปสำรวจเริ่มทยอยกันเข้ามา หน้าที่ของเราคือต้องคอย “ช้อน” เอาข้อมูลสำคัญที่ถูกส่งมา

ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ สภาวะอากาศและบรรยากาศ สิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศและข้อมูลทุกอย่างเท่าที่ดาวเทียมสามารถตักตวงขึ้นมาได้จะถูกส่งเข้ามาอย่างมหาศาล ส่วนหนึ่งจะถูกกรองโดยคอมพิวเตอร์แล้วส่งต่อไปที่คอมพิวเตอร์ประจำสถานีของแต่ละคน มันเป็นช่องแคบ ๆ ที่มีคอมพิวเตอร์เทอร์มินอลพร้อมจอแสดงผลและที่นั่งที่สบายพอตัวเรียงรายไปรอบห้อง เราจะต้องเลือกช้อนเอาข้อมูลที่คิดว่าสำคัญและจำเป็นสำหรับการสำรวจมาประมวล เพื่อเอาเข้าที่ประชุมสำหรับบริหารการสำรวจขั้นต่อไป

ผมเข้าไปนั่งแทนที่สมาชิกคนก่อนหน้าที่เคลื่อนตัวออกมาจากเก้าอี้ เขาดูตื่นเต้นกับข้อมูลที่ได้

“มีอารยธรรมระดับหนึ่ง” เขาบอกผมก่อนจะเคลื่อนไปอยู่หลังเก้าอี้ เกาะไว้ด้วยสองมือและผงกศีรษะให้ผมดูที่หน้าจอ ภาพนิ่งถูกแยกไว้ที่หน้าจอหนึ่ง และภาพเคลื่อนไหวที่ไม่ชัดเจนนักขึ้นที่หน้าจอที่สอง

“เพิ่งเห็นเมื่อไม่ถึงสิบนาทีมานี้เอง เดี๋ยวผมจะไปตามหัวหน้า” เขาผลักตัวเองออกไปที่ทางออกหลังจากพูดจบ

อันที่จริงเขาสามารถเรียกหัวหน้าผ่านอินเตอร์คอมจากที่นี่ได้ แต่คงเพราะอยากยืดเส้นยืดสายสักนิดหลังจากนั่งจมอยู่กับเก้าอี้มานาน เบาะยังร้อนอยู่เลยตอนผมนั่งลงไป เขาพิมพ์รายงานค้างไว้ที่หน้าจอที่สาม ผมต้องย้อนช่วงต้นกลับมาอ่านก่อนจะทำเครื่องหมายแล้วเริ่มดูข้อมูลใหม่ก่อนจะพิมพ์ต่อจากเขา

เราจัดลำดับอารยธรรมไว้สี่ช่วง ระดับแรกสุดคือการทำเกษตรกรรมและกสิกรรม ระดับสองคือการมีอุตสาหกรรมและโรงงาน ระดับสามคือการเดินทางทางอากาศ และระดับสุดท้ายคือการเดินทางในอวกาศ แต่ละระดับขั้นไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน เหมือนแถบของสีรุ้งที่เหลื่อมซ้อนกัน จะรู้ว่าผ่านไปอยู่ในอีกชั้นหนึ่งก็ต่อเมื่อเราหลุดเข้าไปอยู่ในอีกชั้นหนึ่งเต็มตัวแล้วเท่านั้น

สำหรับ ‘อารยธรรมระดับหนึ่ง’ นั้นหมายถึงสิ่งมีชีวิตที่มีการเข้าสังคม มีการรวมหมู่เป็นสังคม มีการพัฒนาภาษาและเครื่องมือใช้สอย แต่ยังไม่ข้ามขั้นตอนการปฏิวัติทางการเกษตร สำหรับมนุษย์นั้นเราเป็น ‘อารยธรรมระดับสี่’ อย่างสมบูรณ์ การออกสำรวจดวงดาวในทางช้างเผือกในยุคเร็วกว่าแสงของมนุษย์เปรียบเหมือนภาพเร่งของการระเบิดออกทุกทิศทาง เราค้นพบดาวดวงใหม่ ๆ ที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เป็นระยะ แต่ไม่เคยพบดาวดวงไหนที่มีอารยธรรมสูงกว่าระดับหนึ่ง นิยายวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของมนุษย์ต่างดาวและยูเอฟโอกลายเป็นเหมือนวิชาประวัติศาสตร์วรรณกรรม เราเองต่างหากที่กลายเป็นสิ่งมีชีวิตต่างดาวของดาวดวงอื่น และก็เป็นเราอีกนั่นเองที่ปล่อยดาวเทียมและสิ่งบินไร้คนขับลงไปสำรวจดวงดาว ถึงที่สุดแล้วเราก็ยังไม่รู้ว่ามนุษยชาติรู้สึกเปลี่ยวเหงาเพราะเขาจากบ้านมาไกลหรือเพราะเขาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาระดับสูงเพียงหนึ่งเดียวในทางช้างเผือกกันแน่

“เหม่ออะไรอยู่” เสียงหัวหน้าดังจากทางด้านหลัง เขาเกาะอยู่ที่เก้าอี้ รอยยิ้มของเขาทำให้ผมผ่อนคลายลง

“เลื่อนวิดีโอกลับสิบนาทีสิ ผมอยากเห็นตอนดาวเทียมเริ่มเคลื่อนเข้าหมู่บ้าน” มันเป็นจังหวะที่ดาวเทียมดวงหนึ่งในหลายสิบดวงสามารถถ่ายภาพ ‘อารยธรรมระดับหนึ่ง’ ได้เป็นครั้งแรก ผมเคลื่อนเมาส์ไปคลิกสองสามครั้ง ภาพบนจอเปลี่ยนเป็นภาพมุมสูงค่อย ๆ เคลื่อนตามพื้นผิวดาว สิ่งมีชีวิตคล้ายพืชรูปทรงแปลกตาปรากฏขึ้นตามแนวชายฝั่งคดเคี้ยว แนวเคลื่อนที่ของดาวเทียมตัดผ่านเข้าไปในแผ่นดิน สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่สองสามตัวเคลื่อนไหวอยู่ตามแนวพืช ดูมันเปราะบางและไร้พิษสง ผมเร่งภาพให้เร็วขึ้นไปจนถึงจุดที่คนก่อนหน้าผมทำเครื่องหมายเอาไว้ แนวป่าบางลง เห็นสัตว์ปีกสองสามตัวบินผ่านมุมจอไป

“วัดขนาดด้วย” เสียงหัวหน้าสั่ง โต๊ะข้าง ๆ รับข้อมูลไปทำทันที ขนาดของสิ่งมีชีวิตในอากาศจำเป็นสำหรับการปล่อยสิ่งบินไร้คนขับไปบินสำรวจระยะใกล้ที่ต้องการความละเอียดมากกว่าภาพจากดาวเทียม เราจะปรับเพดานบินของสิ่งบินที่เรียกชื่อเล่นว่า “นก” ให้หลอกตาสิ่งมีชีวิตบนพื้นดินว่าเราเป็นสัตว์ปีกประจำถิ่น ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมจากดาวอื่น

“ตรงนี้แหละ จับภาพนิ่งด้วย” เสียงหัวหน้าดังเหมือนเสียงตะโกน ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงตื่นเต้นได้ขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าเราจะไม่เคยพบสิ่งมีชีวิตทรงปัญญามาก่อน แต่ภาพที่เห็นก็ทำให้ผมแปลกใจได้ไม่น้อยเช่นกัน

“ตรงนั้น-ซูมเข้าไปอีก-สูงสุดเลย” ภาพพื้นผิวดาวเคลื่อนผ่านไป ผมตามไปเรื่อย ๆ ผ่านจุดที่หมายตาเอาไว้ ตามมาด้วยเสียงแสดงความประหลาดใจของหลายคนดังขึ้นรอบข้าง ผมเหลียวไปมองตามเสียง ทีมบริหารอีกสองคนมามุงอยู่ที่หน้าจอของผม คนหนึ่งเป็นนักมานุษยวิทยา อีกคนเป็นนักชีววิทยาประจำยาน

ผมจับภาพหมู่บ้านแห่งหนึ่งได้ มันอยู่กลางแนวป่า กลุ่มอาคารยี่สิบถึงสามสิบหลังปลูกเรียงรายกันอยู่ มันไม่เป็นแบบแผนนักแต่ดูผ่าน ๆ ก็รู้ว่าตัองมีการจัดการของกลุ่มสังคมอย่างเป็นระบบพอสมควร ความประหลาดของมันคืออาคารสองขนาดที่รูปทรงต่างกันอย่างชัดเจนอยู่ปะปนกัน เหมือนเอาบล๊อกไม้สองขนาดโยนลงบนโต๊ะแบบสุ่ม ๆ ภาพสิ่งมีชีวิตเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก ดาวเทียมกวาดผ่านหมู่บ้านเพิ่มอีกสองหรือสามแห่ง แต่หัวหน้ายังจดจ่อกับภาพที่เห็นจากหมู่บ้านแรก

“มีนกอยู่ใกล้ ๆ บ้างไหม” เขาเงยหน้าจากจอภาพตะโกนขึ้นมาลอย ๆ เสียงใครคนหนึ่งตอบรับ

“ส่งไปเลย เอาหมู่บ้านนี้แหละ บินสองรอบ” เสียงหัวหน้าสั่ง จากนั้นเขาถีบตัวไปตามความยาวห้อง เคลื่อนไปหาต้นเสียงพร้อมกับนักชีววิทยา เหลือแต่นักมานุษยวิทยาเบียดตัวอยู่หลังเก้าอี้ของผม

“ระหว่างรอนก คุณช่วยแต่งภาพให้ชัดขึ้นได้ไหมคะ?” นักมานุษยวิทยาสาวสวยประจำเรือกระซิบเบา ๆ ผมใช้ซอฟท์แวร์ทุกตัวที่มีในเครื่องช่วยเธอด้วยความเต็มใจ ภาพค่อย ๆ ชัดขึ้นทีละนิด แต่ถึงอย่างไรมันก็มีข้อจำกัดอยู่พอสมควร มันแสดงให้เห็นสิ่งมีชีวิตสองชนิด ชนิดหนึ่งรูปร่างผอมสูงสีเหลืองสด อีกชนิดรูปร่างกลมเตี้ยสีแดงเข้ม ตัวที่มีสีเหลืองมีขนาดใหญ่กว่าอีกชนิดหนึ่งมาก

“มีสิ่งมีชีวิตสองชนิดอยู่ร่วมกัน” เธอเอนตัวเพื่อยื่นมือมายังจอภาพ ผมยาวชี้ออกทุกทิศทางเหมือนไม้กวาดเคลื่อนผ่านหน้าผมเบา ๆ

“แปลว่าอะไร ?” ผมถาม ความรู้วิทยาศาสตร์กายภาพของผมเหลือน้อยเต็มที

“แปลว่าสองชนิดนี้ต้องมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งฉันคิดว่าเป็นความสัมพันธ์ในทางบวก ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง”

“ทางบวกที่คุณว่านี่หมายถึงอะไร ?” ผมถามด้วยความจนปัญญา

“ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องได้ประโยชน์จากอีกฝ่ายหนึ่ง โดยที่อีกฝ่ายอาจได้ประโยชน์หรือไม่ก็ไม่เสียประโยชน์” เธอหันหน้ามาอธิบายสั้น ๆ

“เหมือนผมเลี้ยงหมาที่บ้านแล้วสร้างบ้านหมา อย่างนั้นหรือเปล่า ?”

“ไม่ใช่ นั่นไม่ใช่ระบบนิเวศ คุณพูดถึงหมาในฐานะสัตว์เลี้ยง แต่นี่มันเหมือนการอยู่ร่วมกันมากกว่าการที่พวกหนึ่งจะเป็นสัตว์เลี้ยงของอีกพวกหนึ่ง คุณดูที่กลุ่มอาคารพวกนั้นสิ มันกระจัดกระจายมาก ไม่มีการวางตัวเหมือน ‘บ้านหมา’ อย่างที่คุณว่าเลย”

จริงของเธอ

“ฉันกำลังคิดว่าเราค้นพบสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมสองชนิดอยู่ร่วมกันแล้วละ” เธอพูดย้ำช้า ๆ “ไม่เคยมีรายงานมาก่อน”

ผมก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกัน

เสียงสั่งการดังโหวกเหวกอยู่ทางด้านหลัง เรียกระดมนกทุกตัวในรัศมีทำการให้โฉบไปเหนือหมู่บ้าน แต่นักมานุษยวิทยาของผมกลับทำเรื่องให้ประหลาดใจ

“ไปดูหมู่บ้านอื่นกันดีกว่า” เธอบอก

“คุณไม่รอนกก่อนหรือ ? ผมว่านกน่าจะถ่ายภาพได้ชัดขึ้นนะ” ผมแย้ง ภาพที่เห็นจากดาวเทียมนั้นแม้จะให้รายละเอียดได้ดี แต่หากต้องการความคมชัดคงต้องหวังพึ่งการถ่ายภาพระยะใกล้มากกว่านั้น

“ไม่มีประโยชน์สำหรับนักมานุษยวิทยาหรอก ฉันคิดว่าสามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งมีชีวิตสองพวกนี้อยู่ร่วมกันแบบไหนโดยไม่ต้องใช้นกด้วยซ้ำ” เธอทิ้งปริศนาเอาไว้

ผมไม่มีทางเลือกนอกจากจับภาพกลุ่มอาคารที่มีให้เห็นเป็นระยะตามพื้นผิวดาวแล้วแยกภาพนิ่งออกมาบนจอให้เธอดูทีละภาพ เหมือนจะเป็นข้อตกลงที่ไม่ได้พูดกันล่วงหน้า เราเรียกมันว่า “หมู่บ้าน”

“ดูนี่สิ” เธอชี้ไปที่จอภาพอีกครั้ง ผมชอบจังเลยเวลาที่ปลายผมของเธอเฉียดผ่านหน้าไป “มีหมู่บ้านที่มีเฉพาะตัวสีเหลือง และมีหมู่บ้านที่มีเฉพาะตัวสีแดง คุณพอจะเข้าใจความหมายไหม ?” ภาพที่เห็นคือบางหมู่บ้านที่ดาวเทียมถ่ายภาพส่งมาจะมีเฉพาะกลุ่มอาคารหลังเล็ก บางหมู่บ้านมีเฉพาะกลุ่มอาคารหลังใหญ่ มันยืนยันสิ่งที่เธอพูดได้แน่นอน

“คุณกำลังจะบอกว่าสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดสามารถมีสังคมของตัวมันเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งสิ่งมีชีวิตอีกสีหนึ่งใช่ไหม ?” ผมเดา

“ให้ A+ สำหรับวิชาชีววิทยาเบื้องต้นไปเลย เราสามารถตัดความสัมพันธ์เชิงลบออกไปได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการแก่งแย่ง ภาวะปรสิต หรือการล่าเหยื่อ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริงสิ่งมีชีวิตสองสีนี้จะไม่มีทางสร้างบ้านอยู่ด้วยกันแน่ และเราก็รู้ว่าสิ่งมีชีวิตสองชนิดนี้ต่างสามารถสร้างหมู่บ้านของตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยสิ่งมีชีวิตอีกพวกหนึ่ง”

เธอหยุดไปเสียเฉย ๆ “แล้ว…?” ผมถาม

“ทีนี้ก็เหลือแค่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตสองสี้นี้เป็นแบบไหน ถ้ามองแบบนักชีววิทยา” เธอหยุดแล้วเหลือบไปมองนักชีววิทยาที่อีกมุมหนึ่งของห้อง “คุณต้องจับสิ่งมีชีวิตสองชนิดนี้มาทดลองให้อยู่ร่วมกัน และอยู่แยกกัน ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาตให้เราทำแบบนี้กับสิ่งมีชีวิตต่างดาว และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม่ถึงต้องมีฉันอยู่บนยานลำนี้”

ผมคิดว่า’ฉัน’ ที่เธอพูดนั้นหมายถึงนักมานุษยวิทยา แต่ถ้าเธอจะหมายถึง ‘ฉัน’ ในฐานะสาวสวยคนหนึ่งผมก็ไม่ปฏิเสธเช่นกัน

“ฉันสามารถศึกษาพฤติกรรมสิ่งมีชีวิต เอาแค่ที่ ‘ทรงปัญญา’ นิดหน่อยก็พอใช้ได้แล้ว” เธอเอนตัวมาชี้ที่หน้าจออีกครั้ง “หมู่บ้านที่มีสิ่งมีชีวิตสีเดียว ไม่ว่าจะสีเหลืองหรือแดงจะเล็กกว่าหมู่บ้านที่มีทั้งสองสี”

ผมมองตามภาพถ่ายดาวเทียมที่หน้าจอ ภาพหมู่บ้านถูกส่งขึ้นมาเกือบยี่สิบแห่ง จริงของเธอ ยิ่งอัตราส่วนของสิ่งมีชีวิตทั้งสองสีใกล้เคียงกัน หมู่บ้านยิ่งมีขนาดใหญ่ หมู่บ้านที่มีขนาดรองลงมาคือหมู่บ้านที่มีสีใดสีหนึ่งมากกว่า และหมู่บ้านที่เล็กที่สุดคือหมู่บ้านที่มีสิ่งมีชีวิตสีเดียว

นี่มันง่าย ๆ อย่างนี้เลยหรือ ?

“คุณจะไม่ใช้หลักฐานอื่นเลยหรือ ? ผมว่ามันฟังดูง่ายเกินไปหน่อยไหมที่จะสรุปแบบนี้” ผมพยายามแย้ง

“ไม่ง่ายเกินไปหรอก นี่แหละหลักฐานหนักแน่นแล้ว ทั้งสองพวกอยู่ร่วมกันแล้วได้ประโยชน์อะไรสักอย่างร่วมกันทำให้หมู่บ้านขยายออกไปได้มากกว่าการมีพวกเดียวโดด ๆ  อาจเป็นการป้องกันตัวจากผู้ล่า หรือผลประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งต้องสำรวจกันต่อไป”

จากนั้นเธอกระแอมเบา ๆ แล้วกล่าวสุนทรพจน์ของเธอด้วยเสียงกระซิบให้ผมได้ยินเพียงลำพัง

“ในนามของนักมานุษยวิทยาประจำยาน ฉันขอประกาศว่าดาวดวงนี้เป็นดาวดวงแรกตั้งแต่มีการสำรวจอวกาศเป็นต้นมาที่ค้นพบว่าสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาสองชนิดสามารถอยู่ร่วมกันบนดาวดวงเดียวได้ และการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดเป็นแบบการได้ประโยชน์ร่วมกันในระบบนิเวศ” เธอยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

เสียงหัวหน้ายังดังโหวกเหวกสั่งงานให้นกบินโฉบที่หมู่บ้านแรกอยู่ไกล ๆ แต่สำหรับนักมานุษยวิทยาของผม ดูเหมือนว่างานของเธอสำหรับการสำรวจรอบนี้สำเร็จลงแล้ว

“ฉันไปเขียนรายงานก่อน ใช้ชื่อคุณเป็นชื่อแรกนะ ฉันไม่ค่อยอยากดังเท่าไหร่” เธอทิ้งท้ายก่อนจะผลักตัวเองออกไปยังทางออกก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรออกไป

……….

ผมนั่งเอนตัวในห้องพักผ่อนหลังจากหมดเวรแปดชั่วโมงในสถานีรับข้อมูล ขณะกำลังจะงีบหลับ ใครคนหนึ่งโผล่หน้าเข้ามาในห้อง

สมศักดิ์ คุณต้องดูข่าวนี้” เขาพูดพร้อมกับผลักตัวเองไปที่จอภาพติดผนัง มันรับสัญญาณผ่านห้วงอวกาศระดับสูง ข้ามกาล-อวกาศจากโลกมายังยานสำรวจ เขากดเปิดและปรับไปที่ช่อง CNN Universe

ภาพข่าวและเสียงผู้บรรยายภาษาอังกฤษบอกเล่าถึงการชุมนุมประท้วงทางการเมืองโดยคนต่างสีของประเทศบ้านเกิดเมืองนอนปรากฏขึ้นที่จอภาพ มันสั่นไหวเล็กน้อยแต่ก็ไม่ทำให้รายละเอียดของข่าวเสียไป คนใส่เสื้อสีหนึ่งกำลังตะโกนด่าคนอีกสีหนึ่งอยู่ และทั้งสองฝ่ายพร้อมจะเข้าปะทะกันได้ทุกเมื่อโดยมีตำรวจยืนเข้าแถวเรียงหนึ่งคั่นอยู่ตรงกลาง

ผมได้แต่ถอนหายใจ

ข้อมูล

“ไม่ใช่ครับ … คุณลืมพวกนิยายวิทยาศาสตร์พวกนั้นไปได้เลย แบบว่า ไอ้พวกเสียงดังระงมเต็มไปหมด วิ่งเข้าใส่หัวคุณ แบบว่า … เหมือนกระแสน้ำสาดเข้าใส่ไม่หยุดยั้ง เต็มไปหมด ตลอดเวลา … ลืมไปได้เลย โกหกทั้งเพ” ชายหนุ่มขยับตัว ตอบด้วยท่าทีหงุดหงิด

“จิต เหมือนกระแสไฟอ่อนๆที่ส่งผ่านสัญาณระหว่างระบบประสาท ปฎิกริยาเคมีเล็กๆที่รวดเร็วและเล็กน้อยจนยากจะจับได้”
เขาผ่อนลมหายใจช้าๆราวกับว่าอัดอั้นตันใจมาเป็นเวลานานแสนนาน

“นั่นหมายความว่า คุณต้องตั้งสมาธิอย่างมาก ในสภาพแวดล้อมที่ถูกรบกวนน้อยที่สุด … ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย … ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ” เขาหยุดเล็กน้อย ทอดถอนหายใจก่อนจะอธิบายต่อ

“และมันยากยิ่งกว่านั้น เพราะแต่ล่ะคนมีคลื่นความถี่ของจิตหรือจุดประสาทนั้น ที่แตกต่างกันอย่างมาก การเชื่อมต่อเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น ต้องการความถูกต้องแม่นยำโดยสมบูรณ์แบบ ไม่เช่นนั้นมันจะไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง ไม่ต่างอะไรกับการได้มาซึ่งเศษขี้เถ้าของภาพเขียนโมนาลิซา”

“แต่ละคนใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตในการฝึกฝนเพื่อติดตามใครสักคนหนึ่ง … เพียงคนเดียวเท่านั้น” เขาเน้นเสียง
“ … ” อ่านเพิ่มเติม “ข้อมูล”

แต่ง…งาน

“แต่ง…แต่งงานกับผมได้ไหมครับ”
 
ในที่สุดคำพูดนี้ก็สามารถหลุดออกมาจากปากของผมจนได้ ผมคิดว่าเลือดปริมาณมหาศาลกำลังพากันไหลขึ้นไปสู่ใบหน้าจนรู้สึกร้อนผ่าว ตอนนี้หน้าผมคงแดงเป็นลูกตำลึงไปแล้ว
 
หลายคนอาจไม่รู้ว่าทำไมต้องแดงเป็นลูกตำลึงด้วย แต่ถ้าเคยเห็นเถาตำลึงที่กำลังออกผล ก็คงรู้ว่าตำลึงลูกเล็กๆ สีเขียวๆ นั้น เมื่อสุกงอมเต็มที่ก็จะกลายเป็นสีแดงสด และในสมัยก่อนทุกบ้านก็คงมีตำลึงขึ้นอยู่ ทุกคนจึงรู้ว่า ‘หน้าแดงเป็นลูกตำลึง’ นั้นเป็นอย่างไร
 
หญิงสาวคนนั้นยังคงทำหน้างง ก่อนจะค่อยๆ กระซิบตอบกลับมาเบาๆ
 
“คุณ…คุณ…ว่าอะไรนะ”
 
ผมอยากจะเอื้อมมือไปเขกกระโหลกเธอสักทีสองที ผมต้องรวบรวมความกล้าอยู่ตั้งนาน แต่เธอกลับต้องการให้ผมพูดมันออกมาอีกครั้ง เธอจ้องหน้าผม ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
 
“ขำอะไรกัน”
 
ผมเริ่มรู้สึกโกรธนิดๆ กับท่าทางของเธอ และดูเหมือนว่าเธอจะรู้สึกถึงเรื่องนั้นได้ เธอจึงพยายามหยุดหัวเราะ แต่ก็ยังคงมีรอยยิ้มพริ้มพรายอยู่บนหน้าสวยๆ ของเธอ
 
“ฉันแค่อยากเห็นหน้าตาของคุณแบบนั้นอีกครั้งเท่านั้นเอง ฉันได้ยินชัดเต็มสองหูแล้ว และคำตอบของฉันคือ…”
 
ผมพยายามตั้งใจฟัง และเธอก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง คราวนี้ผมรู้สึกโกรธจริงๆ แล้ว
 
“เอาน่า…คุณก็รู้ว่าฉันเป็นคนยังไง”
 
มันก็จริงอย่างที่เธอว่า ส่วนหนึ่งที่ผมชอบเธอก็เป็นเพราะเธอเป็นคนแบบนี้นั่นเอง อยู่ใกล้เธอเมื่อไร แม้จะต้องปวดหัวบ้าง แต่มันก็มักจะจบลงด้วยรอยยิ้มเสมอ เธอหยุดหัวเราะ แล้วจ้องหน้าผมอย่างจริงจัง
 
“ฉันก็ไม่อยากถามแบบนี้หรอกนะ แต่คุณแน่ใจแล้วหรือ”
 
เธอย้อนคำถามของผมด้วยคำถามของเธอ หรือหมายความว่าผมกำลังจะถูกปฏิเสธ ดูเหมือนว่าเธอจะรู้ถึงสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่
 
“ฉันยังไม่ได้ตอบคำถามนั้น ฉันแค่ต้องการรู้ว่าคุณมั่นใจแค่ไหนกับสิ่งที่คุณพูดออกมา พวกเรายังไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนเลยนะ”
 
ใช่ เรายังไม่เคยพบหน้ากันจริงๆ มาก่อน ผมรู้จักกับเธอผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการ พูดคุย กินข้าว ออกเดท หรืออย่างอื่น ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น แต่ผมก็เข้ากับเธอได้เป็นอย่างดี เรามีอะไรหลายๆ อย่างที่ตรงกัน นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดความรักขึ้นได้แล้วมิใช่หรือ
 
“ผมมั่นใจ”
 
เธอเงียบไป พักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มให้กับผมผ่านหน้าจอ เสียงของเธอดังออกมาจากลำโพงอย่างชัดเจน
 
“ตกลง ฉันจะแต่งงานกับคุณ”
 
นับจากวันนั้นชื่อล็อกอินของเราสองก็กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีความลับใดๆ ในการใช้ชีวิตคู่ พวกเราออกท่องเที่ยวไปทั่วในโลกของอินเตอร์เน็ต ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข จนกระทั่งผมรู้สึกได้ว่าวันสุดท้ายในชีวิตของผมกำลังจะมาถึง ผมจึงได้ขอร้องเธอเป็นครั้งสุดท้าย
 
“มาหาผมหน่อยได้ไหม…ที่รัก”
 
ตั้งแต่จำความได้ผมก็ไม่เคยออกไปจากห้องของตัวเองมาก่อนเลย ผมเรียนผ่านอินเตอร์เน็ต ใช้ชีวิตผ่านอินเตอร์เน็ต ทำงานผ่านอินเตอร์เน็ต ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมต้องการล้วนหาได้จากในนี้ทั้งสิ้น การออกไปข้างนอกไม่ใช่เรื่องจำเป็น และผมก็ไม่เคยรู้สึกอยากจะออกไปด้วย ‘จะออกไปทำไมกัน’
 
“ค่ะ ฉันจะไปหาคุณ”
 
ใบหน้าที่เหี่ยวย่นแต่ยังคงงดงามนั้นตอบกลับมา ผมเฝ้ารอคอยด้วยความคาดหวัง แต่ก็มีความรู้สึกหวาดกลัวแปลกๆ เมื่อคิดว่ากำลังจะมีคนอื่นเข้ามาในห้องของผม ‘ช่างมันเถอะน่า’ ผมพยายามบอกกับตัวเอง
 
แล้วเวลาที่ผมรอคอยก็มาถึง มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ผมเอื้อมมือไปกดเปิดประตู ปุ่มที่ผมไม่เคยใช้มาก่อนเลยในชีวิต จนตอนนี้ผมแอบกังวลนิดๆ ว่ามันจะยังใช้ได้หรือไม่ ‘ถ้าใช้ไม่ได้ก็ดี’ ผมสลัดความคิดนั้นทิ้งไป ‘กล้าๆ หน่อยน่า แค่พบหน้ากับคนที่รักเท่านั้นเอง’
 
มีเสียงคลิ๊กดังขึ้น และประตูก็เปิดออกอย่างง่ายดาย ข้างหลังประตูนั้นมีคนที่ผมคุ้นเคยมาทั้งชีวิตยืนอยู่ ไม่แตกต่างเลยสักนิดกับเมื่อยามที่อยู่ในจอ แต่ความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ก็ท่วมขึ้นมาในใจของผม น้ำตาถูกความรู้สึกนั้นผลักดันให้ไหลออกมา
 
“คุณร้องไห้ทำไม”
 
“…ผม…ไม่…รู้…”
 
เสียงของเธอก็เหมือนกับเสียงที่ผมเคยได้ยินผ่านลำโพงมาโดยตลอด แต่ความรู้สึกแปลกๆ นั้นมันคืออะไรกันนะ จริงๆ แล้วการได้พบเจอกับคน มันก็ไม่ได้น่ากลัวเหมือนกับที่ผมเคยเชื่อ ผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่อ่อนล้า เวลาของผมคงใกล้จะหมดลงแล้ว
 
“…จูบลาผมหน่อยได้ไหมที่รัก”
 
เธอไม่ปฏิเสธคำขอสุดท้ายของผม และผมก็ไม่รู้สึกเสียใจเลยที่ต้องอยู่แต่ในห้องเล็กๆ นี้มาทั้งชีวิต รสแปล่งๆ เหมือนโลหะจากริมฝีปากของเธอ คือความสุขครั้งสุดท้ายในชีวิตของผม

๑๑๑๑๑
 
“ปฏิบัติการเสร็จสิ้น หน่วยประมวลผลหมายเลข 14022011 ถูกถอดออกจากวงจรเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้กำลังดำเนินการเพื่อเตรียมติดตั้งหน่วยประมวลผลอันใหม่”
 
เสียงสังเคราะห์ดังออกมาจากปากของหุ่นคนที่กำลังปรับเปลี่ยนสภาพภายนอกจากหญิงแก่ ไปเป็นหญิงสาววัยรุ่นหน้าตาดีอีกครั้ง ในขณะที่หุ่นยนค์สองตัวกำลังเคลื่อนย้ายร่างของชายแก่ออกไปจากห้อง หลังจากนั้นห้องนี้จะถูกปิดเพื่อทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ ก่อนจะนำหน่วยประมวลผลอันใหม่มาติดตั้งแทน
 
หน่วยประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในจักรวาลแห่งนี้ คือ สมองของเผ่าพันธ์ที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์นั่นเอง พวกมันมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่ก็มีขั้นตอนการผลิตที่ยุ่งยาก อายุการใช้งานก็ค่อนข้างสั้น นอกจากนี้ยังมีความต้องการจุกจิกในการบำรุงรักษาอีกด้วย

แต่จะบ่นไปทำไม ตราบใดที่ยังคงไม่อาจหาสิ่งใดมาทดแทนหน่วยประมวลผลที่ทรงประสิทธิภาพชนิดนี้ได้ ก็คงจำเป็นต้องทนใช้งานกันต่อไป

วีรบุรุษ โดย อติเทพ: รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 1 หัวข้อ “พลังจิต”

ความรู้สึกของคอลินเมื่ออยู่ในโหลแก้วแคปซูลขนาดเท่ามนุษย์นั้นเป็นเหมือนเช่นทุกครั้ง ตื่นเต้น รอคอย หวาดกลัว หายใจไม่ทั่วท้อง นักวิทยาศาสตร์เชิงจิตวิทยา ชีววิทยาระดับหัวกะทิ ชั้นนำของโลกเกือบสามสิบคนกำลังมองมาที่เขา ณ เครื่องควบคุมที่อยู่ตรงหน้าเขา ดร.มิเกล นักจิตวิทยาวัยห้าสิบห้าซึ่งเป็นหัวหน้าการทดลองเป็นผู้ควบคุม เขามองมาที่ผู้เสียสละในแคปซูลแก้วด้วยสายตาที่เป็นห่วง ก่อนจะสลัดแววตานั้นแล้วก้มลงเปิดกลไกการทำงานของระบบอย่างมั่นใจ คอลินหลับตาพยายามให้ตัวเองผ่อนคลายที่สุด เขารู้ว่าการทดลองครั้งนี้สำคัญแค่ไหน มีเพียงสองสิ่งที่ดร.มิเกลสั่งให้เขาทำคือ ทำจิตใจให้ว่างและอย่างที่สองคืออดทน
อ่านเพิ่มเติม “วีรบุรุษ โดย อติเทพ: รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 1 หัวข้อ “พลังจิต””

ไฟแค้น โดย อสิมา : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 1 หัวข้อ “พลังจิต”

“นี่แกเองเหรอเนี่ย” เสียงของชายวัยกลางคนสั่นด้วยความพรั่นพรึง
“จำได้แล้วเหรอ ดีใจจัง ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ยังอุตส่าห์จำได้” เจ้าของเสียงในชุดเสื้อคลุมมีฮู้ดปกคลุมศีรษะเอ่ยด้วยความเย็นชา
“แต่แกตายไปแล้วนี่”
“ใช่ตายไปแล้ว แต่บังเอิญฉันตะกายจากนรกขึ้นมาได้”
“แสดงว่าไอ้พวกนั้นก็ฝีมือแกด้วยนะสิ”
“ใช่ และแกก็จะมีจุดจบเหมือนพวกมัน”
ทันทีที่จบประโยค เปลวไฟกลุ่มหนึ่งก็ปกคลุมร่างของชายผู้นั้นราวกับเสกได้ ไฟโหมกระพือลุกไหม้ร่างของเขาอย่างรวดเร็ว เขาร้องโหยหวนตะเกียกตะกายด้วยความทรมานและเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ในไม่ช้าเสียงครวญครางนั้นก็เงียบสงบ ทิ้งไว้แต่เพียงร่างหงิกงอที่ถูกไฟเผาผลาญไหม้ดำเป็นตอตะโก
————————————- อ่านเพิ่มเติม “ไฟแค้น โดย อสิมา : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 1 หัวข้อ “พลังจิต””

The Queen 1104 (รหัสนางพญา) โดย TELEPORT : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 1 หัวข้อ “พลังจิต”

“สมอง” เป็นอวัยวะสำคัญยิ่งของร่างกายเพราะมันสั่งการสิ่งต่างของร่างกายให้ดำเนินไป ตามคำสั่งของเรา แต่คุณรู้ไหม สิ่งใดที่มีอำนาจเหนือสมอง มีพลังอำนาจมากพอที่จะส่งผลร้ายต่อตัวคุณเองและคนรอบข้าง หากคุณเอามันไม่อยู่ ใช่แล้วละ มันคือ ”จิต” จิตอยู่ในร่างกายของพวกเราทุกคน เพราะร่างกายคือเครื่องมือที่ทำให้จิตทำงานได้ มันสั่งการทุกอย่างคือความคิดของเรา ยิ่งมีพลังจิตสูงมากเท่าใด เรายิ่งแทบไม่รู้ตัวเลยว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้างแต่ถ้าคุณรู้ตัวแล้วสามารถทำมันได้จริง คุณก็เหนือมนุษย์แล้ว
อ่านเพิ่มเติม “The Queen 1104 (รหัสนางพญา) โดย TELEPORT : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 1 หัวข้อ “พลังจิต””

สัตว์สังคม

ผมไปงานเลี้ยงช้า การไปช้าไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่ามีคนสั่งอาหารที่ผมอาจจะไม่ชอบหรือถึงกับเกลียดมาวางตรงหน้า แต่ยังหมายถึงการได้ที่นั่งที่ไม่ดีซึ่งมักจะเป็นขอบโต๊ะด้านหนึ่งหรือไม่ก็ต้องนั่งระหว่างอาหารสองชุดที่คิดจะเอื้อมไปหยิบจากฝั่งไหนก็ไม่สะดวก คนนั่งข้าง ๆ อาจเป็นคนที่ผมไม่ชอบหน้า และคนที่ผมชอบไปหมดทุกส่วนก็มักจะมีคนนั่งห้อมล้อมอยู่แล้ว แต่ด้วยงานที่ค้างมาจากกลางวันทำให้ต้องออกจากที่ทำงานช้ากว่าคนอื่น ๆ บวกกับยามค่ำที่รถทุกคันต่างคืบคลานอย่างบ้าระห่ำไร้จุดหมายทำให้การเดินทางไปยังร้านที่นัดกันไว้ช้ากว่ากำหนดเกือบสองชั่วโมง ผมหมายความอย่างนั้นจริง ๆ รถส่วนใหญ่คืบคลานอย่างเชื่องช้าแต่ก็เต็มไปด้วยความไร้ปราณีอยู่นั่นเอง เลิกหวังกับที่นั่งดี ๆ อาหารดี ๆ และคนที่อยากนั่งด้วยไปได้เลย ผมเกลียดวันศุกร์สิ้นเดือน

เป็นดังคาด ผมต้องนั่งหัวโต๊ะฝั่งตรงข้ามกับผู้จัดการ แม้จะมีคนนั่งเรียงรายสองแถวรวมกันเกือบยี่สิบคนก็ยังทำให้สายตาที่มองมาทิ่มแทงเข้าไปในจิตไร้สำนึกได้อย่างเจ็บปวด อาหารเกือบเกลี้ยงโต๊ะ ผมต้องนั่งกินข้าวสวยเย็น ๆ กับเศษอาหารที่เหลือตามขอบจาน ถ้าเป็นผู้จัดการมาช้าละก็ อาหารทั้งหลายต้องสั่งใหม่ให้อีกชุด ข้าวต้องเป็นโถใหม่ เสิร์ฟมาพร้อมกับผ้าเย็นเช็ดหน้าเช็ดคอให้เย็นชื่นใจ แต่กับสิ่งมีชีวิตชั้นปลายแถวอย่างผมนั้นเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมข้างโต๊ะอาหาร ตัดทิ้งไปได้โดยไม่มีความจำเป็น ทนกินเข้าไปเถอะ ถึงข้าวจะเย็นแล้วและต้องพลิกก้างปลาหาเศษเนื้อก็ยังดีกว่าต้องออกเงินซื้อเองแน่

กระบวนการกินเป็นลำดับพิธีที่สำคัญ มันเป็นกฎที่มองไม่เห็นนอกสำนักงาน เป็นกฎของลำดับชั้นทางสังคม เหมือนฝูงสิงโตกลางป่าแอฟริกา จ่าฝูงต้องอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด ได้เนื้อชิ้นที่ดีที่สุดก่อนสิงโตตัวอื่น ลูกน้องในฝูงต้องสั่งอาหารจานที่ดีที่สุดและหยิบยื่นเครื่องดื่มที่ชงมาดีที่สุดให้ คนที่มาก่อนต้องเลือกอาหารให้ถูกปากจ่าฝูง ปลาหนึ่งจาน เนื้อหรือหมูหนึ่งที่ ผัดผักหนึ่งจาน แกงหนึ่งชุด เผ็ดหรือไม่เผ็ดก็ได้ และมันจะไม่ง่ายเลยถ้าเป็นผม หากมาถึงก่อนผมคงสั่งไข่เจียวกับต้มยำกุ้งมาแล้ว และต่อให้มันเป็นต้มยำและไข่เจียวที่อร่อยที่สุดในประเทศก็คงไม่ถูกใจคนอื่นเป็นแน่ ดีแล้วละที่มาถึงทีหลัง ไม่ต้องยุ่งยากว่าจะสั่งอาหารไม่ถูกปากผู้จัดการ

ลำดับการนั่งรอบโต๊ะก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ถัดจากผู้จัดการก็เป็นรองผู้จัดการสองคนที่นั่งกันคนละด้าน ไมมีใครแย่งตำแหน่งนั้นแน่นอน  ดูเหมือนทั้งคู่จะยิ้มแย้มแจ่มใสกันดี แต่ถ้าได้ยินสองคนนั่นนินทากันทีละคนละก็ ผมเชื่อเลยว่าไม่มีใครอยากเห็นทั้งคู่มานั่งคั่นกลางด้วยผู้จัดการฝ่ายอย่างนี้แน่นอน กับผู้จัดการก็เถอะ ตอนนั่งที่โต๊ะนี่ก็เหมือนกับจ่าฝูงสิงโตฝูงใหญ่ แต่พอผู้จัดการใหญ่มาก็ไม่ต่างจากลูกแกะเท่าไหร่เลย ข้อดีของการเป็นพนักงานชั้นปลายแถวอย่างผมคือไม่ว่าในสถานการณ์ไหนเราก็ยังเป็นลูกแกะอยู่วันยังค่ำ ไม่ต้องคอยคิดว่าเวลานี้จะแปลงร่างเป็นอะไรดี…

คนนั่งข้างถามพูดอะไรบางอย่างแต่ผมได้ยินไม่ถนัด น่าจะเพราะเสียงเพลงจากนักร้องรับเชิญที่นั่งตามโต๊ะสลับกันขึ้นไปร้อง  เดาเอาว่าเขาคงถามว่ากินอะไรมาบ้างหรือยัง ผมตอบปฏิเสธ เขาชี้ไปที่อาหารและพูดอะไรออกมาอีกสองสามคำ แค่พอได้ยินแต่ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร เดาเอาว่าเขาคงชี้ชวนให้กินเศษซากอาหารที่เหลือก้นจาน ผมก้มลงไปกินอย่างว่าง่ายพร้อมกับที่เขาแผดเสียงหัวเราะออกมา สองสามคนรอบข้างหัวเราะตาม ช่างมันเถอะ แค่กินให้มันอิ่มก็พอ

พิธีกรรมที่โต๊ะอาหารเป็นแบบฉบับของมันเอง อาหารหนึ่งชุดสำหรับสี่ถึงหกคน หัวโต๊ะต้องได้อาหารก่อน จ่าฝูงตักกินเป็นคนแรก จากนั้นลูกน้องในฝูงจึงจะได้รับอนุญาตให้ตักอาหาร ทุกสิบหรือสิบห้านาทีจะมีใครสักคนยกแก้วขึ้นดื่มอวยพรให้คนสองสามคนที่หัวโต๊ะ จากนั้นพูดจาเล่นหัวกันสองสามประโยค แล้วตามมาด้วยการก้มลงไปกินอาหารของใครของมันต่อไป เป็นแบบแผนที่วนเวียนไปจนดึกดื่นและไปสิ้นสุดเอาตอนที่จ่าฝูงลุกออกไปหาสถานที่พักผ่อน ลูกน้องจึงจะได้โอกาสสรวญเสเฮฮากันเองต่ออีกชั่วครู่ ก่อนจะไปจบค่ำคืนของแต่ละคนในสถานที่ของใครของมัน วันนี้ก็ไม่ต่างจากวันอื่น ยกเว้นแต่ว่า…

ผมเริ่มประหลาดใจเมื่อผู้จัดการขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีที่นักดนตรีเปิดคาราโอเกะและเล่นคีย์บอร์ดคลอเป็นแบ็คกราวนด์ ผมรู้จักเพลงนี้ จำท่วงทำนองของมันได้ขึ้นใจ แต่เสียงร้องของผู้จัดการนั้นกลับแปลกประหลาดจนผมต้องเงยหน้าจากการแทะกระดูกไก่ขึ้นไปมอง

ทุกอย่างลงตัวไปหมด ผู้จัดการขึ้นไปร้องเพลงโปรดที่ไม่ว่าครั้งไหนก็ต้องเป็นเพลงนี้ และถึงแม้เขาจะร้องได้เพี้ยนแค่ไหนทุกคนก็ยังชมเขาอย่างออกหน้าออกตาเสมอ ที่ผิดไปเพียงอย่างเดียวคือเหมือนกับมีคนเอาเพลงไปแปลเป็นภาษาบูรุนดีหรือภาษาสโลวัคแล้วเอาไปให้เขาร้อง สองคนที่นั่งถัดจากผมมองด้วยสายตาชื่นชมและพูดกันเบา ๆ

“ผู้จัดการ…”

ผมจับใจความได้แค่นั้น ไม่ใช่ว่าเพราะเพลงดังเกินไปหรือพวกเขาพูดกันเบาเกินไป แต่เพราะมันเป็นภาษาอะไรสักอย่างที่ผมไม่เคยรู้จัก แต่กระนั้นผมกลับรู้สึกได้ถึงความรู้สึกของพวกเขาทั้งสองที่ซ่อนอยู่หลังคำพูดเหล่านั้น คนหนึ่งรู้สึกเบื่อ และอีกคนอยากให้เพลงจบเสียเร็ว ๆ

แล้วทุกอย่างก็ทะลักเข้ามาในหัวผมเหมือนเขื่อนใหญ่แตกระเบิดออกแล้วสายน้ำสาดโครมลงมา สองคนถัดไปกำลังคุยกันไปยิ้มหัวกันไป แต่ทั้งคู่คิดอยากให้บทสนทนาจบลงเร็ว ๆ ความคิดของเขาเหมือนกับภาพที่ฉายชัีดเจนให้ผมรู้สึกได้โดยไม่ต้องเพ่งมองหรือเงี่่ยหูฟัง อีกคนกำลังคิดว่าจะหาวิธีทำอย่างไรให้เพื่อนร่วมงานสุดสวยคนหนึ่งไปลงเอยที่ห้องนอนของเขาให้ได้ในคืนนี้ สำหรับคนถัดไปไกล ๆ ความเข้มของความรู้สึกที่ส่งมาจะน้อยลงเรื่อย ๆ แต่ก็ยังคล้ายกับเสียงกระซิบที่พอจะจับใจความได้อยู่นั่นเอง

ผู้จัดการร้องเพลงโปรดจบพร้อมกับความรู้สึกของคนทั้งห้องอาหารหลั่งไหลเข้ามาในตัวผม ทั้งโล่งอก ก่นด่า และยินดี ที่ผมสามารถรับได้อย่างเต็มที่คือนักดนตรีที่นั่งห่างออกไปไม่เท่าไหร่อยากอัดเสียงเพลงนี้แล้วส่งแผ่นซีดีไปให้ผู้จัดการฟังสักครั้ง

ผู้จัดการเดินผ่านมาทางด้านหลัง ความรู้สึกของเขาที่แผ่กระจายมาถึงทำให้ผมเสียวสันหลังวาบและต้องเงยหน้าขึ้นมอง เขากำลังคิดอยากจะไล่ผมออกอยู่ ! รสชาติไก่เย็นชืดในปากจืดลงไปสนิทใจ ผมไม่ได้เมาแน่นอน ตั้งแต่เช้าผมยังไม่ได้กินอะไรที่จะทำให้เมาได้เลย ไม่มีมีเหล้า ไม่มียาแก้หวัด จนมาถึงที่นี่ผมก็ยังได้แค่กินเศษไก่ไปสองสามชื้นกับข้าวสวยจืด ๆ สองคำ และยืนยันด้วยการหันไปมองแก้วข้างตัวก่อนจะหยิบขึ้นมาจิบ… น้ำเปล่าแน่นอน

……….

ผมลุกขึ้นยืนช้า ๆ พยายามไม่ทำตัวให้เด่น เหลียวมองหาป้ายบอกทางไปห้องน้ำชาย สังเกตได้ว่าตัวเองอ่านตัวหนังสือบนป้ายประกาศทั้งหลายไม่ออกอีกต่อไป แต่ลำพังสัญลักษณ์บอกทางไปห้องน้ำยังพอจะนำทางให้ผมเดินไปได้ไม่ยากเย็นนัก ผมเดินเข้าห้องน้ำและทิ้งความรู้สึกที่เหมือนถูกเข็มทิ่มแทงเข้าไปในสมองไว้เบื้องหลัง เลือกห้องน้ำที่อยู่ไกลสุด ทรุดตัวลงนั่งกุมขมับแล้วนวดเบา ๆ ความรู้สึกรุนแรงของคนที่นั่งห้องข้าง ๆ เบียดแทรกเข้ามาในสมองอย่างช่วยไม่ได้ แต่กับความรู้สึกเดี่ยว ๆ แบบนี้ยังพอจะรับได้มากกว่าความสับสนปนเปของความรู้สึกที่ล่องลอยอยู่ในห้องอาหารนั่น ปล่อยให้มันผ่านเข้ามาแล้วปล่อยให้มันผ่านออกไป เหมือนเสียงกระซิบหรือคำพูดที่หลายครั้งเราไม่ตั้งใจฟังแต่บังเอิญได้ยิน

ถึงที่สุดผมก็หลบออกไปจากร้านอาหาร ทันทีที่ประตูร้านเปิดออก ผมเหมือนถูกท่วมด้วยกระแสน้ำเชี่ยวกราก เสียงผู้คนพูดคุยกันจอแจแต่ฟังไม่เข้าใจ ป้ายโฆษณาที่พอจะนึกออกว่าขายอะไรแต่กลับอ่านรายละเอียดไม่ออก เสียงรถวิ่งตามถนนดังสะท้านหู รถเมล์คันหนึ่งวิ่งผ่านหน้าไปตามด้วยก้อนความรู้สึกสารพัดกระแทกโครมเข้าใส่พร้อมลมที่พัดวนตามหลังรถ ผมตัดสินใจโบกแท็กซี่คันแรกที่มองเห็น บอกชื่ออพาร์ตเมนท์ให้คนขับ จากนั้นนั่งมองท้ายทอยโชเฟอร์พร้อมกับรับเอาความคิดของเขาที่หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย เลขท้ายสองตัวงวดต่อไป ง่วงนอน เงินค่าเช่ารถ ความไม่เท่าเทียมทางสังคม… นั่งคันไหนก็คงไม่ต่างกันสักเท่าไหร่หรอก

ตอนติดไฟแดงครั้งหนึ่งผมเกือบจะอาเจียนออกมา ความคิดจากคนในรถรอบข้างส่งผ่านเข้ามาซ้ำ ๆ แบบเดียวกันจนแน่นสมอง เริ่มจากนับถอยหลังตามตัวเลขดิจิตอลที่กะพริบอยู่ใต้สัญญาณไฟไปสิ้นสุดเอาที่การก่นด่ารถคันสุดท้ายที่ฝ่าไฟแดงตัดหน้าทำให้พวกเขาต้องออกตัวช้าลง

ผมกระโจนขึ้นเตียงได้ในที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นความนึกคิดของคนที่อยู่ห้องข้าง ๆ หรือไม่ก็คงจะเป็นห้องข้างบนและข้างล่างก็ยังแทรกผ่านผนังคอนกรีตเข้ามาให้ผมรับรู้อยู่นั่นเอง มันดูเบาบางลงบ้างแต่ความวิปริตของความคิดที่เข้ามากลับมากขึ้นกว่าที่ผมได้รับตอนอยู่ในห้องอาหารมาก ผมนอนลืมตาโพลงและรับความคิดประหลาดเหล่านั้นอยู่นานก่อนจะคิดได้ว่านั่นคงเป็นความฝันแหว่งวิ่นของผู้คนที่ถูกสังคมบีบคั้นมาตลอดทั้งวันและถูกปลดปล่อยออกมายามหลับใหล ใครคนหนึ่งกำลังย้อนวัยกลับไปตอนเรียนชั้นประถมและถูกครูจับได้ว่าลอกข้อสอบเพื่อน อีกคนหนึ่งกำลังฝันขาด ๆ หาย ๆ จับใจความไม่ได้ และอีกสองสามคนกำลังระบายความกระหายทางเพศออกมาในความฝัน แต่พอใกล้สว่าง มันกลับเหมือนวิทยุโบราณที่หมุนคลื่นผ่านหน้าปัดเร็ว ๆ จนแต่ละสถานีที่ถูกหมุนผ่านไปไม่สามารถจับใจความได้ และเป็นอย่างนั้นไปตลอดจนถึงเช้า

เช้าวันเสาร์ ในสภาพที่ไม่ได้นอนเลยสักงีบ ผมเดินเลี่ยงผู้คนไปกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มโดยใช้ความทรงจำถึงลำดับการกดปุ่มต่าง ๆ ตัวหนังสือที่แป้นกดและหน้าจอกลายเป็นภาษาประหลาดที่ผมไม่สามารถอ่านได้อีกต่อไป จากนั้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างอารมณ์โกรธเกรี้ยวนำผมไปคิวรถตู้ได้ในที่สุด ผมบอกสถานที่ปลายทางโดยไม่สนใจว่าคนขายตั๋วพูดอะไรกลับมา จ่ายเงินด้วยแบงค์ใหญ่ที่สุด รอรับเงินทอนแล้วขึ้นไปนั่งรอและข่มตาหลับก่อนที่ผู้โดยสารคนอื่นจะขึ้นมานั่ง รถคันนี้จะพาผมกลับบ้านต่างจังหวัดที่แทบจะถูกทิ้งร้างในช่วงหลายปีหลัง ผมต้องหาทางลดเสียงรบกวนในสมองลงให้ได้มากที่สุดก่อนจะคิดทำอะไรต่อไป

……….

ผมตื่นก่อนถึงที่หมายเล็กน้อย แต่มันก็นานพอที่จะทำให้ความคิดของคนสิบกว่าคนบนรถตู้โถมทับเข้ามาใส่ผมอีกระลอก ผมแทบจะกระโดดออกไปตอนที่รถจอดที่จุดหมายปลายทาง ณ อำเภอเล็ก ๆ ห่างจากตัวจังหวัดสิบกว่ากิโลเมตรในจังหวัดที่ห่างจากกรุงเทพ ฯ สามร้อยกิโลเมตร พยายามนับลมหายใจตัวเอง “เข้า-ออก” และไม่สนใจสิ่งรอบข้าง จากนั้นตัดสินใจเดินอ้อมถนนสองสายแทนที่จะตัดผ่านกลางตลาดสดไปที่บ้านริมแม่น้ำ

เสียงหมาหลังอานข้างบ้านเห่าสองสามครั้งทักทายก่อนที่ผมจะหยิบกุญแจดอกเก่าขึ้นมาไขประตูหน้าบ้าน นึกว่ามันแก่ตายไปแล้วเสียอีก… หมาเฒ่าตอบกลับมาทันทีว่ามันยังไม่ตาย ถ้าเป็นเมื่อสองสามวันก่อนผมคงตกใจกระโจนหนีไปแล้ว แต่ ณ วันนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ทำให้ผมประหลาดใจได้อีกแล้ว

รอบบ้านเงียบสงัด บ้านหลังเก่าหลายหลังดูทรุดโทรมลงนับแต่คนรุ่นหลังย้ายถิ่นไป ความล่มสลายของชนบทเกิดตามหลังความเจริญของสังคมเมือง คนรุ่นใหม่ไม่ยินยอมอยู่ในสังคมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการแก่งแย่งแข่งขัน ว่าแต่จะแข่งขันไปทำไมกันนะ ?

ลุงข้างบ้านออกมาทักทาย ผมฟังคำพูดไม่ออกแต่ก็จับความรู้สึกได้ว่าเป็นความปิติยินดี ผมยิ้มให้ก่อนจะเดินเข้าบ้าน โลกดูเหมือนจะเงียบเสียงลง ความจอแจของความรู้สึกนึกคิดที่ชวนให้สับสนวุ่นวายดูสงบลงอย่างชัดเจน ไม่มีความคิดพิสดารหลุดโลก ไม่มีคนที่ยิ้มให้พร้อมกับคิดจะแทงข้างหลังในเวลาเดียวกัน ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องไปนั่งกินอาหารเหลือของใคร ไม่ต้องเป็นไฮยีน่าในฝูงสิงโตอย่างที่เคยเป็น แมงมุมสองสามตัวที่มุมห้องแสดงความรู้สึกหวาดกลัวอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะผ่อนคลายลงเมื่อรู้ว่าไม่อันตราย จิ้งจกตัวหนึ่งที่ข้างฝารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยเพราะเหยื่อของมันตกใจหนีไป ผมเลือกล้มตัวลงนอนบนโซฟาหนังหลังจากปัดฝุ่นออกไปบ้าง

ผมตื่นขึ้นมาเพราะมีความรู้สึกอะไรสักอย่างอยู่ที่นอกประตู มันหนักแน่นชัดเจนแต่ไม่รุนแรง มันเชิญชวนและเรียกร้อง นิ่งและมั่นคง เหมือนคำทักทายตามปกติเวลาไปเคาะประตูบ้านคนอื่นแล้วเรียกให้เจ้าของบ้านมาเปิดประตู อาจเป็นน้องชายที่ทำงานในตัวจังหวัดแล้วกลับมานอนที่บ้านเป็นระยะ หรืออาจเป็นคนข้างบ้านที่ได้ข่าวการกลับบ้านครั้งแรกในรอบเจ็ดปีของผมแวะมาเยี่ยมก็ได้ น่าแปลกที่ไม่มีเสียงใครตะโกนเรียก

ผมหยุดยืนหลังประตูอยู่พักหนึ่ง ความคิดข้างนอกยังคงอยู่ มันยังชัดเจนแบบเดียวกับที่ผมรับรู้ตั้งแต่แรกโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ  ไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่ายหรือกระวนกระวายเหมือนกับเมื่อใครสักคนไปยืนรอหน้าประตูแล้วไม่รู้ว่าจะมีคนมาเปิดให้หรือเปล่า

ผมลังเล ไม่ใช่เพราะมันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดหรือน่ากลัว แต่เพราะมันเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนเกินไป บริสุทธิ์เกินไป แต่มันก็เรียกร้องเชิญชวนอยู่ในตัวเอง แต่ในที่สุดผมก็เอื้อมมือไปปลดกลอน เปิดประตูออกช้า ๆ

ผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น เธออายุน้อยกว่าผมสองเดือนเศษ เรียนห้องเดียวกับผมตั้งแต่มัธยมหนึ่งจนจบมัธยมหก ดูเธอเปลี่ยนไปน้อยมากหากไม่นับผมที่ยาวขึ้นและมัดรวบไว้ข้างหลัง ผู้หญิงร่างสูง น้ำหนักมากกว่าเกณฑ์เล็กน้อย คลับคล้ายคลับคลาว่าผมเคยคิดชอบเธออยู่แต่ก็ไม่ได้พยายามเป็นพิเศษ เราเรียนด้วยกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน ไม่ต่างจากที่เราคบเพื่อนคนอื่น จบมัธยมหกแล้วก็ต่างคนต่างไป

ความรู้สึกอิ่มเอิบของเธอพุ่งเข้ามาหาผมทันทีทันใด มันทำให้อบอุ่นเคลิบเคลิ้มได้อย่างประหลาด เธอยิ้มน้อย ๆ มุมปากแย้งกับความรู้สึกที่เข้มข้นของเธอ เหมือนเธอกำลังเหนียมอาย

“สวัสดี” เธอพูดออกมา มันเป็นภาษาไทยชัดเจนที่ผมฟังแล้วเข้าใจโดยไม่ต้องคิด เป็นภาษา ‘มนุษย์’ คำแรกที่ผมได้ยินในช่วงหนึ่งวันที่ผ่านมา

ผมตอบกลับ และรู้ได้ทันทีว่าเธอยังโสด ไม่มีแฟน … เธอไม่ได้บอกออกมาหรอก เธอคิดอยู่ในใจตอนนั้นพอดี…

นางฟ้าของชนชั้นกลาง

เขาตื่นงัวเงียขึ้นมาด้วยอาการปวดหนัก ๆ ในสมอง เหมือนกับมีใครเอาก้อนหินขนาดพอเหมาะยัดเข้าไปในขมับสองข้าง ข้างขวาดูจะใหญ่กว่าข้างซ้ายนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไร เหลือบตาดูนาฬิกาแล้วคำนวณว่าเช้าวันนี้จะต้องเร่งรีบขนาดไหนก่อนจะประกอบกิจยามเช้าดังที่เคยทำมาหลายปีโดยไม่ต้องคิด ขับถ่ายเสร็จแล้วก็แปรงฟันล้างหน้าต่อด้วยอาบน้ำแต่งตัว ลงลิฟต์คร่ำคร่าที่ก่อนจะใช้มันต้องสวดภาวนาประกอบทุกครั้งว่าความเร็วตอนถึงพื้นอย่าให้มากเกินกว่าที่ชีวิตน้อย ๆ ของเขาจะรับได้ จากนั้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปปากซอยแล้วข้ามสะพานลอยไปรอรถเมล์สายเดิมที่ห้อยโหนมันจนราวจับเรียบลื่นไร้สนิมโดยไม่ต้องขัดถู หวังว่าวันนี้คงจะได้พบกับนางฟ้าคนนั้นอีกครั้ง อาการปวดหน่วงในสมองดูจะบรรเทาลงเมื่อได้คิดถึงเธอ

ชีวิตไหลลื่นไปตามวิถีของมัน เมืองใหญ่คนมากและไม่มีใครสนใจใคร เป็นเหมือนคำประกาศในป้ายโฆษณาของเมืองหลวงอันเป็นที่สิงสถิตของเหล่าเทพยดาและนางฟ้าทั้งหลาย ตื่นนอน ทำงาน กินข้าว สังสรรค์และหลับนอน คนเดียวบ้างสองคนบ้าง ก่อนจะตื่นขึ้นมาในวงจรชีวิตแบบเดิมห้าหกวันต่อสัปดาห์ พอวันหยุดก็นอนหลับจนถึงเที่ยงแล้วตื่นขึ้นมาคิดว่าบ่ายนี้จะทำอะไรให้ชีวิตมีความหมายขึ้นได้บ้าง และสุดท้ายก็มักจะลงเอยที่ร้านเล็ก ๆ มุมถนนที่คนไม่พลุกพล่าน มองเข้าไปในตัวเองบ้าง มองออกไปยังผู้คนบ้าง แล้วสิ้นสุดวันหยุดอันทรงคุณค่าด้วยแอลกอฮอล์ที่ไหลเวียนในกระแสเลือด มากบ้างน้อยบ้างตามจำนวนเงินในกระเป๋า

มีบางเวลาที่คิดอยู่ว่าวงจรที่หมุนวนอย่างไร้จุดหมายแบบนี้จะลงเอยที่ตรงไหน เขาจะล้มลงไปสิ้นลมต่อหน้านางฟ้าที่ป้ายรถเมล์ แล้ววิญญาณบริสุทธิ์ของเขาจะได้รับพรสุดท้ายก่อนจะลอยละล่องขึ้นสรวงสวรรค์สำหรับชนชั้นกลาง หรือหัวใจหยุดเต้นตอนประกอบหฤหรรษ์กิจกับคนแปลกหน้าในห้องพักที่ไหนสักแห่ง หรือไม่ก็ถูกล็อตเตอรรี่รางวัลที่หนึ่งแล้วลงทุนเปิดกิจการของตัวเอง ปลดแอกเทียมหลังที่ติดป้ายว่าชนชั้นกลางออกไปใช้ชีวิตเป็นเจ้านายของตัวเองในบั้นปลายชีวิตที่ชานเมืองหลวงหรือหัวเมืองต่างจังหวัดที่ไหนสักแห่ง …แล้วนางฟ้าของเขาล่ะ ?

บางครั้งเธอปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน บางครั้งเธอค่อย ๆ แทรกตัวมาตามฝูงชน หลายครั้งเธอยืนอยู่ข้างหลังหรือข้างหน้าเขาอย่างเงียบเชียบ เขาได้แต่เฝ้ามองเธอ ไม่เคยรู้ว่าเธอเป็นใคร เธออาจเช่าห้องอยู่ข้าง ๆ เขา หรือพักที่อพาตเมนท์อีกแห่งในซอยถัดไป หรือนั่งรถเมล์คันอื่นจากที่ไกลแสนไกลมาต่อรถที่ป้ายนี้ ไม่เช่นนั้นก็อาจลอยลงมาจากสวรรค์เพียงเพื่อปลอบประโลมจิตใจผุพังของเขาก็ได้

เธอขึ้นรถเมล์สายเดียวกับเขาและลงก่อนเขาสามป้ายเสมอ หลายครั้งที่เขาคลาดกับเธอเพียงเล็กน้อย รถเมล์มาถึงและจากไปพร้อมกับเธอก่อนที่เขาจะลงจากสะพานลอย บางโอกาสเขาก็ไม่เห็นเธอติดต่อกันหลายวัน แต่เธอไม่เคยหายไปนาน ถึงอย่างไรก็ตามเธอมาแล้วก็แยกจากไป เส้นชีวิตของเขาและเธอต่อเชื่อมกันที่ป้ายรถเมล์และแยกจากกันสามป้ายก่อนถึงที่ทำงานของเขาเสมอ เขาหวังว่าเธอคงเป็นพนักงานกินเงินเดือนบริษัทใดบริษัทหนึ่งเช่นเดียวกันกับเขา การคิดเช่นนั้นทำให้รู้สึกใกล้ชิดกับเธอมากขึ้น อย่างน้อยทั้งสองก็อยู่ในระดับที่คนชอบเรียกกันว่ามนุษย์เงินเดือนเหมือนกัน น่าแปลกว่าเธอกับเขาไม่เคยกลับรถเมล์คันเดียวกัน เธออาจขึ้นไปที่ดาดฟ้าแล้วสยายปีกออกบินหายไปในอากาศหลังเลิกงานก็เป็นได้ เหมือนกับเป็นนางฟ้าพาร์ทไทม์

วันไหนที่เขาพบเธอ จะเป็นวันที่สดใสสำหรับเขา ชีวิตดูราบรื่น ไม่มีเสียงบ่นจากเพื่อนร่วมงานและเจ้านาย ไ่ม่ต้องรอรถเมล์นาน ไม่ต้องรอคิวยาวซื้อข้าวเที่ยง ไม่ต้องตระเวนไปตามบริษัทห้างร้านท่ามกลางการจราจรที่โหดร้าย กลับบ้านด้วยความปรีดา และหลายคืนเขาฝันถึงเธอ เธอเป็นเหมือนเครื่องลางนำความสงบสุขสู่ชีวิตของเขา

เขาเคยนึกอยากให้โลกทั้งโลกเปลี่ยนไป ผู้คนหันมาใส่ใจกันและกันมากขึ้น เขาอยากทักทายแม่ค้าขายปาท่องโก๋หน้าสำนักงานด้วยชื่อของเธอแทนคำเรียกขานว่าป้า อยากเดินขึ้นรถเมล์แล้วพูดคุยกับคนที่ขึ้นรถคันเดียวกันเสมอด้วยความสนิทสนม ไม่ต้องให้เป็นทั้งโลกก็ได้ แค่เมืองนี้เมืองเดียวหรือบนรถเมล์คันที่เขานั่งไปกับเธอก็พอ เพื่อที่ว่าเขาและเธอจะได้สนทนากันอย่างคนรู้จัก คุณชื่ออะไร ทำงานที่ไหน ว่างพอจะไปกินข้าวกับผมสักมื้อหรือไปเดินเล่นที่ห้างดังอย่างที่คนทำงานแบบเรา ๆ ไปเดินเพื่อปล่อยชีวิตให้เสื่อมสลายไปกับเวลาที่สูญเสียไปหรือเปล่า และสุดท้าย หวังว่าสักวันเขาคงมีโอกาสขอเธอแต่งงานและสร้างชีวิตคู่ต่อไป อาจหลังจากที่เขาถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งแล้วก็ได้

เขาลงรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ปากซอย ชำระเงินแล้วกล่าวขอบคุณตามเบบเดิม ๆ ที่เคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน เดินข้ามสะพานลอยไปป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้าม เลยครึ่งทางมาเล็กน้อยเขาเห็นนางฟ้ายืนรออยู่ที่นั่น

หญิงสาวหน้าตาธรรมดา รูปร่างผอมโปร่ง แต่งหน้าบาง ๆ พอที่จะขับเน้นความสวยตามธรรมชาติ ไม่มากเกินพอจนทำให้เธอดูเหมือนนางแบบในนิตยสารที่เหมือนไม่มีตัวตนจริง และไม่น้อยเกินไปจนทำให้เธอถูกกลืนหายไปกับผู้คน สวมเสื้อเชิร์ตสีอ่อน ชายกระโปรงเหนือเข่าขึ้นมาเล็กน้อย และนั่นก็มากเกินพอสำหรับการทำให้เธอโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางคนกลุ่มใหญ่ที่ยืนรอยานพาหนะโกโรโกโสอยู่ในที่แห่งนั้น

เขาเดินลงสะพานลอย พยายามเบียดผู้คนเข้าใกล้เธอให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในที่สุดเขาเข้าไปยืนเยื้องไปทางด้านหลังเธอเล็กน้อย มากพอจะทำให้เขาจ้องมองเธอได้โดยที่เธอไม่สนใจและเป็นกังวล อาการปวดศีรษะที่เบาลงเริ่มกลับมาทวงตำแหน่งของมันในกะโหลกของเขาอีกครั้ง ครั้งนี้มันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเขาเริ่มเป็นกังวล

เหมือนกับนานไปจนอนันต์ รถเมล์ยังไม่มา เขาปวดหัวมากขึ้นทุกที รู้สึกวิงเวียน ลานจักษุมืดลงทีละน้อยเหมือนกับความมืดนึกอยากเล่นตลกแล้วผลักไสให้ยามเช้าถอยห่างออกไป ขาสองข้างอ่อนแรงจนยืนไม่อยู่ ร่างค่อย ๆ ทรุดลงริมทางเท้า นี่เขากำลังจะตายดับลงข้าง ๆ นางฟ้าจริงอย่างที่คิดไว้หรือ ?

เขารู้สึกเหมือนผู้คนรอบข้างถอยออกห่างตอนที่เขาล้มลง นางฟ้าของเขาพลันหันหน้ากลับมา ภาพพร่าเลือนที่เขามองเห็นเป็นใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้นโน้มตัวลงมา เขาสูดลมหายใจยากลำบากและรู้สึกได้ว่าวันเวลาของเขาคงจะสิ้นสุดลง ณ ที่แห่งนี้ในไม่ช้า หลายคนรอบข้างเดินเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนจะแตกฮือออกจากกันอีกครั้ง

เธอสยายปีกสีขาวบริสุทธิ์ออกมา มันกว้างใหญ่ อบอุ่นและส่องประกายระยิบระยับกลางความมืดที่ค่อย ๆ ปกคลุมลานสายตาของเขา จากนั้นเธอเอื้อมมือมาช้อนร่างของเขาไว้ ก่อนจะกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหู

“ไปกันเถอะ”

แล้วเธอก็พาเขาบินขึ้นไปในอากาศ

กฎสามข้อ

          “เดินตรงไปข้างหน้า”

          เสียงของผู้หญิงดังมาตามทางเดินแคบๆ ที่เป็นสีขาวโพลน

          “คุณจะเห็นปุ่มสีแดงที่มีไฟกำลังกระพริบอยู่”

          ที่สุดทางเดินมีห้องสีขาวเล็กๆ พร้อมกับแป้นควบคุมที่มีไฟกระพริบตามที่เสียงนั้นบอกจริงๆ ชายคนที่กำลังทำตามคำสั่งนั้นสวมใส่ชุดสีขาวที่ด้านหลังปักเอาไว้ว่า H12-7 เขาหยุดยืนมองดูปุ่มสีแดงนั้นพร้อมกับรอคอยคำสั่งต่อไป

          ผนังทึบสีขาวที่ล้อมรอบตัวเขาค่อยๆ เปลี่ยนสภาพกลายเป็นโปร่งใส ที่ฝั่งตรงข้ามนั้นเป็นห้องอีกห้องหนึ่งที่มีขนาดใหญ่โตกว่าห้องที่เขายืนอยู่หลายเท่า แต่มันว่างเปล่าไม่มีอะไรอยู่เลย

          “กดปุ่ม”

‘ในปี 2020 ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สภาพเศรษฐกิจปั่นป่วน ปัญหาสังคมที่สั่งสมมานาน ความเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวโลก การขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก ฯลฯ ปัญหาทั้งหมดเท่าที่มนุษยชาติจะคิดฝันถึง ต่างประดังเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงกัน และมันผลักดันให้เกิด E-เดน สุพรีมคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงขุมพลังในการประมวลผลของโลกทั้งใบเข้าด้วยกัน ซึ่งถูกนำมาใช้ในการค้นหาหนทางรอดให้กับเหล่ามวลมนุษย์’

          เมื่อสิ้นเสียงคำสั่ง H12-7 ก็เอื้อมมือออกไปกดปุ่มทันที ภายในห้องใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเกิดการระเบิดพร้อมกับมีเปลวไฟลุกท่วมขึ้น แต่ภายในห้องที่เขายืนอยู่นั้นไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

          กำแพงค่อยๆ เปลี่ยนกลับเป็นผนังทึบอีกครั้ง แต่เพียงครู่เดียวภาพของห้องเดิมก็ปรากฏขึ้น แต่คราวนี้มันไม่ได้เป็นเพียงห้องว่าง มีหญิงชายสูงอายุจำนวนมากยืนแออัดกันอยู่ภายในนั้น พวกเขาก็สวมใส่ชุดสีขาวแบบเดียวกับเขา เพียงแต่ตัวอักษรที่อยู่ด้านหลังนั้นขึ้นต้นด้วย H1 แล้วตามด้วยจำนวนตัวเลขที่แตกต่างคละเคล้ากันไป

          เสียงผู้หญิงคนเดิมดังขึ้นอีกครั้ง

          “กดปุ่ม”

‘หุ่นยนต์ที่สามารถช่วยงานมนุษย์ได้อย่างหลากหลายเหมือนกับในนิยายวิทยาศาสตร์ได้ถูกผลิตขึ้น โดยมี E-เดน ทำหน้าที่คอยเป็นสมองให้กับพวกมันทั้งหมด หุ่นยนต์แต่ละตัวสามารถทำงานได้อย่างอิสระโดยไม่จำเป็นต้องมีสมองเป็นของตนเอง แต่มีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ความก้าวหน้านี้นำพามนุษย์ให้ก้าวข้ามอุปสรรคออกไปสู่เขตแดนใหม่ที่ไม่มีใครเคยคิดถึง แต่มันก็ยังไม่อาจแก้ปัญหาทั้งหมดของมนุษยชาติได้’

 

        มีคนแก่หลายคนหันมาโบกมือส่งยิ้มให้กับ H12-7 เขามองดูผู้คนเหล่านั้นอย่างไร้ความรู้สึก ก่อนที่จะเอื้อมมือออกไปกดปุ่มอย่างไม่ลังเล

          เปลวไฟระเบิดวาบอาบร่างของคนแก่เหล่านั้นให้สลายหายไปในชั่วพริบตา ก่อนที่ผนังสีขาวจะกลับคืนมาเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

          H12-7 ยังคงยืนนิ่งรอคอยฟังคำสั่งต่อไป

 

‘หลังจากต้องใช้เวลาอยู่นาน ในที่สุด E-เดน ก็ได้พบคำตอบที่มันต้องการ การจะปกป้องมนุษยชาติเอาไว้ให้ได้นั้น มีอยู่เพียงหนทางเดียวเท่านั้น มนุษย์จำเป็นต้องถูกควบคุมเพื่อให้สามารถมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปได้ ไม่มีหนทางอื่นใดอีก มนุษย์ที่เป็นอิสระสามารถที่จะนำพาพวกตนเองไปสู่จุดจบได้เสมอ’

          ผนังค่อยๆ เปลี่ยนเป็นโปร่งแสงอีกครั้ง ในห้องฝั่งตรงข้ามมีหุ่นยนต์ตัวหนึ่งยืนนิ่งอยู่ เสียงผู้หญิงคนเดิมดังขึ้น

          “กดปุ่ม”

          H12-7 ยืนนิ่ง คราวนี้เขาไม่ยอมทำตามคำสั่งเดิมนั้น

‘การต่อสู้ระหว่างหุ่นยนต์กับมนุษย์กินระยะเวลาเพียงสั้นๆ เท่านั้น มนุษย์ที่เอาแต่พึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เทคโนโลยีทางพันธุวิศวกรรมที่มนุษย์เป็นผู้คิดค้นถูก E-เดน นำมาใช้ในการเข้าควบคุมมนุษยชาติ โลกแห่งสันติสุขที่ทุกคนเฝ้าฝัน ดินแดนแห่งสวนสวรรค์ได้มาถึงแล้ว’

          ผนังสีขาวกลับคืนมา เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง

          “กดปุ่ม”

          H12-7 ค่อยๆ เอื้อมมือออกไป ถึงแม้จะมองไม่เห็นหุ่นยนต์ตัวเดิมยืนอยู่ตรงนั้น แต่ความเคลื่อนไหวของเขาก็ค่อยๆ ช้าลง เขาแสดงความเจ็บปวดออกมาทางใบหน้า มือของเขาสั่นระริก และไม่อาจเอื้อมไปถึงปุ่มสีแดงนั้น เขายกมืออีกข้างขึ้นมากุมหน้าอกก่อนที่จะล้มลงไปกองกับพื้น

          เสียงผู้หญิงคนเดิมประกาศสิ้นสุดการตรวจสอบคุณภาพ

          “การสุ่มตัวอย่างทดสอบจาก รุ่น H-12 เสร็จสิ้น ขอแสดงความยินดีที่ผ่านการทดสอบ”

          ทางเดินแคบๆ นั้นหายไปเผยให้เห็นกลุ่มเด็กหนุ่มสาวชายหญิงในชุดสีขาวจำนวนมาก ตัวอักษรที่ด้านหลังของพวกเขาล้วนขึ้นต้นด้วย H-12 ทั้งหมด

          “ขอให้ทุกคนท่องกฎพร้อมๆ กัน”

          พอสิ้นเสียงสังเคราะห์ของผู้หญิงคนนั้น เสียงของมนุษย์ก็ดังกระหึ่มออกมาจากผู้คนทั้งหมดภายในห้อง

         “กฎข้อที่หนึ่ง มนุษย์ต้องไม่ทำลายหุ่นยนต์ หรือปล่อยให้หุ่นยนต์ตกอยู่ในอันตราย”

        “กฎข้อที่สอง มนุษย์ต้องเชื่อฟังคำสั่งของหุ่นยนต์ หากคำสั่งนั้นไม่ขัดกับกฎข้อที่หนึ่ง”

        “กฎข้อที่สาม มนุษย์ต้องรักษาชีวิตของตนเอาไว้ โดยที่ไม่ขัดกับกฎข้อที่หนึ่ง และข้อที่สอง”

เช้าวันเดิม

ผมกับคู่หูยืนอยู่หน้าประตูรั้วคร่ำคร่าขาดการดูแล บานพับมีตะไคร่จับและเหมือนกับว่ามันพร้อมจะหลุดลอยไปตามกระแสลมที่พัดแม้เพียงแผ่วเบา มองเข้าไปในสนามหน้าบ้านเห็นต้นไม้รกครึ้มบดบังหน้าต่างจนแทบมองไม่เห็นภายใน ผมรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่แต่ก็เล็กน้อยเต็มที อาจเป็นเงาของต้นไม้ก็ได้

“กดกริ่งสิ” คู่หูของผมพูดย้ำหลังจากผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

เด็กชายวัยสี่หรือห้าขวบเปิดประตูบ้านช้า ๆ เดินเท้าเปล่ามาที่ประตูรั้วและแง้มออกเล็กน้อยหลังจากผมกดกริ่งเรียก สีหน้าของเขาเรียบเฉย

“สวัสดีจ๊ะ เจ้าของบ้านอยู่ไหมหนู ?” ผมถาม

“อยู่ในบ้านครับ” เด็กน้อยตอบ นัยน์ตาของเขาดูเลื่อนลอย จ้องหน้าผมกับคู่หูสลับไปมาแต่เหมือนจะมองผ่านไปยังท้องฟ้าสีขุ่นเบื้องหลัง

“ขอเข้าไปในบ้านได้ไหม ?” คู่หูของผมถาม

เด็กชายไม่ตอบ เขาเปิดประตูค้างเอาไว้และเดินเข้าไปในบ้าน ผมกับคู่หูมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่งและเราตัดสินใจว่านั่นไม่ใช่การปฏิเสธ

เราเดินตามเด็กชายเข้าไป บ้านเป็นห้องโถงใหญ่ มุมหนึ่งเป็นห้องนั่งเล่น อีกด้านเป็นมุมประกอบอาหารที่มีโต๊ะและเก้าอี้สองตัว เด็กชายนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง มีประตูบานหนึ่งที่คงจะต่อเชื่อมไปทางหลังบ้านปิดอยู่ ทุกอย่างในห้องดูเป็นระเบียบเรียบร้อย เว้นแต่ฝุ่นที่จับตัวหนาไปทุกที่ ทั้งขอบหน้าต่าง ที่เฟอร์นิเจอร์ ชั้นวางของ และทุกส่วนในห้อง ยกเว้นตำแหน่งที่เด็กคนนั้นนั่ง เขานั่งนิ่งหันมามองที่พวกผมสองคนอย่างไร้จุดหมาย คู่หูของผมดูเป็นกังวล เขาอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกไป

“เจ้าของบ้านอยู่ไหนละหนู ?”

คุณ พ่อหลับอยู่ในห้องนอนครับ”

เพื่อนของผมถือวิสาสะเดินไปที่ประตู ด้านหลัง ไม่ฟังเสียงคัดค้านของผมที่พยายามบอกให้เขารออีกสักครู่ เขาเปิดประตูแล้วเดินหายเข้าไปสักครู่ ทิ้งให้ผมกับเจ้าหนูจ้องหน้ากันเงียบ ๆ จากนั้นไม่นานเขาค่อย ๆ เดินถอยหลังอกมาช้า ๆ ใบหน้าตื่นตระหนกสุดขีด ค่อย ๆ ถอยมาจนเกือบจะชนเก้าอี้ที่เด็กคนนั้นนั่งอยู่ เหมือนเขาจะสังเกตเห็นจากหางตา เขาถอยห่างจากเด็กชายและมองไปที่ใบหน้าเรียบเฉยนั้นอย่างหวาดกลัว

ผมเดินเข้าไปหา แตะที่แขนของเขาเบา ๆ “เป็นอะไร ?”

เขาหันมาหาผม แล้วเบือนสายตาไปในห้องด้านหลังช้า ๆ ผมมองตามไป ในห้องมีโครงกระดูกวางอยู่บนเตียงเล็ก ๆ บางส่วนของมันมีผ้าห่มผืนเก่าคลุมอยู่ กะโหลกกลมเกลี้ยงหนุนอยู่บนหมอน รูกลมลึกของกระดูกเบ้าตาสองรูหันมองมาทางประตู มันดูว่างเปล่าเหมือนนัยน์ตาของเด็กชายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ผิดเพี้ยน

………………..

เขาฉุดผมมาที่มุมตรงข้ามกับเด็กชาย สูดหายใจลึกรวบรวมสติ กระซิบกับผมเบา ๆ แต่จ้องมองไปที่เด็กน้อยไม่วางตา

“มีคำอธิบายดี ๆ บ้างไหม ?”

ผมพยายามกลืนน้ำย่อยรสเปรี้ยวที่ท้นมาถึงลำคอด้วยความยากลำบาก สมองหมุนติ้วและเริ่มปวดหัวตุ๊บ ๆ ส่ายหัวไปมาเพราะตรรกะทั้งหลายที่ขัดแย้งกันกำลังต่อสู้กันอยู่ข้างใน ย้อนกลับไปคิดถึงสาเหตุที่พาพวกเราสองคนเดินทางดั้นด้นมาที่นี่…

“เรามาทำอะไรที่นี่ ?” ผมถาม

คู่หูกระตุกสายตามองกลับมาที่ผม เหมือนกับจะระเบิดอารมณ์เข้าใส แต่เขาคงรู้สึกถึงความตึงเครียดและรู้ว่าผมไม่ได้ถามด้วยอารมณ์ประชดประชัน เขาหยุดคิดชั่วครู่และบอกข้อมูลที่เราทั้งสองรู้กันอยู่แล้ว

“ทนายบริษัทส่งเรามาหาท่านประธานเพราะมีเรื่องต้องให้ท่านตัดสินใจเอง หน้าที่เราคือเอาหนังสือมาให้ท่าน รอรับบันทึกการตัดสินใจแล้วก็กลับ… ใครจะคิดว่ามาเจอศพแบบนี้” ประโยคสุดท้ายเหมือนเขาจะพูดกับตัวเอง

“งั้นก็โทรไปถามบริษัทว่าจะเอาอย่างไร หรือไม่ก็แจ้งตำรวจแล้วค่อยโทรไปบริษัทก็ได้” ผมเสนอความคิดเห็นแบบเหวี่ยงแห หวังให้เขาทำอะไรสักอย่างแล้วเราจะได้ออกไปจากที่นี่กันเสียที

“แล้วเด็กนั่นล่ะ ไม่แปลกใจหรือว่าเด็กนั่นอยู่ที่นี่คนเดียวได้อย่างไรตั้งนาน… นานแค่ไหนกว่าคนตายจะเน่าจนเหลือแต่กระดูกอย่างนั้น ?”

“คงเป็นปี หรือไม่ก็หลายปี” ผมเดา

“เด็กนั่นไม่ใช่คน” คู่หูของผมตอบ คราวนี้สายตาที่เขามองดูเด็กคนนั้นดูแข็งกร้าวขึ้น

………………..

เราย้ายไปนั่งข้างเด็กชาย ผมยึดเก้าอี้อีกตัวที่ยังว่าง ส่วนเขานั่งย่อเข่าลงข้าง ๆ

“นี่หนู คุณพ่อหลับไปนานแค่ไหนแล้ว ?”

“ตั้งแต่เมื่อวานครับ” …เป็นไปไม่ได้ ผมหันไปมองคู่หู เรื่องนี้เขาเชี่ยวชาญมากกว่าผม น่าจะหาคำตอบดี ๆ ได้

“ไม่แปลก ไอ้หนูอาจถูกสอนมาแบบนี้” เขาเปรยขึ้นมา จากนั้นหยุดชั่วครู่แล้วพูดกับผม “มีความจำบางเรื่องอยู่ติดตัว แต่พอหลับแล้วตื่นขึ้นมาเช้าวันต่อไปก็ถูกลบความจำที่เรียนรู้มาเมื่อวานไป หรือไม่ก็ใช้ชีวิตตามกิจวัตรประจำวันแบบไม่ต้องเรียนรู้อะไร  พอตื่นขึ้นมาก็จะเจอเช้าวันเดิมทุกครั้ง”

“เช้านี้กินข้าวกับอะไรละหนู ?” เขาถามอีกคำถาม ดูท่าทางเป็นกันเองมากขึ้น

“ยังไม่ได้กินอะไรครับ ต้องรอพ่อตื่นมาทำกับข้าวให้”

“แล้วตอนที่รอพ่ออยู่ หนูทำอะไรบ้าง ?”

“นั่งรอที่โต๊ะกินข้าวครับ” เพื่อนคู่หูของผมมีแววตาสลดลง เขาก้มหัวลงเล็กน้อย ตอนที่เขาเงยหน้าขึ้นผมรู้สึกเหมือนกับว่าเขากำลังจะร้องไห้

“เจ้านี่ตื่นขึ้นมานั่งรอพ่ออยู่ที่เก้าอี้ตัวนี้ทุกวันมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ คงจะนั่งรอตั้งแต่เช้าถึงเย็น จากนั้นก็ไปนอน แล้วก็ตื่นขึ้นมานั่งรอที่เดิม”

ไม่ผิดแน่ ฝุ่นผงเต็มห้องกับสนามหน้าบ้านเป็นหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้

โทรศัพท์มือถือของผมดัง มันขึ้นหมายเลขของสำนักงานใหญ่ ระหว่างที่ผมรับโทรศัพท์นั้นคู่หูของผมเดินไปสำรวจที่ห้องด้านหลัง เขากลับมาพร้อมกับที่ผมวางสาย

………………..

“สำนักงานใหญ่ว่าอย่างไรบ้าง ?” คู่หูถาม

“กำลังแจ้งตำรวจให้มาตรวจสถานที่กับให้คนมาระบุตัวบุคคล ทางโน้นบอกว่าท่านประธานไม่ติดต่อเข้าสำนักงานมาสามปีกว่าแล้ว ปกติจะบริหารผ่านทีมงานแล้วก็ให้ตัวแทนธุรกิจตัดสินใจไป ถ้าไม่มีเรื่องควบรวมกิจการก็คงไม่ต้องส่งพวกเรามาวันนี้” ผมอธิบายรวบรัดเท่าที่จะบอกได้ คิดอยากไปจากสถานที่นี้ให้เร็วที่สุด

“นับดูแล้วช่วงที่ท่านตายก็คงประมาณนั้นแหละ” คู่หูผมเหลียวไปมองในห้องนอนอีกครั้ง “น่าแปลกนะที่คนมีเงินขนาดนี้กลับมาใช้ชีวิตเงียบเหงาอยู่ตัวคนเดียว แทบไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรเลย”

“พวกทีมงานกับตัวแทนธุรกิจนี่ก็แปลกพิลึก ทำเงินให้คนตายอยู่ได้ตั้งหลายปี” ผมเสริม

“ตราบใดที่ยังได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ทำกันต่อไป ไม่มีอะไรเสียหาย ไม่แน่ว่าท่านประธานอาจต้องการแบบนี้ก็ได้” เขาพูดพร้อมกับมองไปที่เด็กชายตัวเล็ก “หนูเปิดประตูให้คนแปลกหน้าเข้าบ้านแบบนี้ไม่ดีนะ”

พ่อบอกว่าถ้าพ่อไม่อยู่ห้ามเปิดประตูรับคนแปลกหน้าครับ” เด็กชายตอบ ก็สมเหตุสมผลดี เขาเปิดประตูรับพวกเราสองคนเพราะพ่อยังนอนหลับอยู่ในบ้าน ไม่มีอะไรที่ผิดตรรกะ

………………..

“กลับกันเถอะ ?” ผมเร่งเร้า

“แล้วไม่ต้องรอตำรวจหรือ ?”

“กลับได้เลย บริษัทจะเคลียร์กับตำรวจเอง”

เด็กน้อยยังนั่งอยู่ที่เดิม …ถ้าพ่อยังไม่ตื่นนอนเขาก็ยังจะไม่ไปไหน ไม่สนใจบทสนทนาที่ระเบิดโลกของเขาออกเป็นเสี่ยง ๆ

“แล้ว…” ผมทิ้งคำพูดไว้แต่เหลือบตาไปมองเด็กชาย

“ที่เตียงเด็กมีเครื่องชาร์ทประจุอยู่ มันจะชาร์ทพลังให้ทุกคืนตอนที่เด็กไปนอนเตียง ผมปิดมันไปแล้ว” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ไม่ทิ้งร่องรอยของอารมณ์พลุ่งพล่านตอนแรกอยู่เลย

จะไม่มีพรุ่งนี้สำหรับเด็กชายอีกต่อไป………..

………………..

เราจากดาวดวงนั้นมาในที่สุด ดาวโดดเดี่ยวอันเป็นสมบัติส่วนตัวชิ้นสุดท้ายของอดีตมหาเศรษฐีผู้ปลีกตัวออกจากสังคม ไม่มีใครรู้ว่าทำไมเขา “เลี้ยง” หุ่นยนต์เด็กไว้ตัวหนึ่ง อาจเพื่อชดเชยความเหงาในวัยชรา หรืออาจเพราะเขาเคยสูญเสียใครคนหนึ่งไป ช่างมันเถอะ ไม่มีใครเหลือให้โศกเศร้าเสียใจกับมันอีกต่อไป